วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ตะขบข้างบ้าน


ตอนเด็กๆแตบชอบปีนป่ายขึ้นไปร้องเต้น,เล่นละครบนต้นตะขบใหญ่ที่หัวนาของพ่อเป็นประจำ อาจเพราะบนนั้นร่มรื่นและเย็นสบาย อีกอย่าง..การที่ได้ขึ้นไปอยู่บนที่สูงนั้นก็ยังช่วยให้สามารถมองทิวทัศน์ในมุมที่ต่างออกไปจากที่เคย ซึ่งเอื้อแก่จินตนาการอันบรรเจิดของเด็กช่างฝันคนหนึ่งได้อย่างวิเศษสุด
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป แตบเริ่มละทิ้งโลกแห่งจินตนาการในวัยเยาว์ของตนเองไว้เบื้องหลัง เพื่อมุ่งหน้าไปเรียนรู้และสัมผัสชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริง กาลเวลาที่พ้นผ่านไปไม่หยุดหย่อนนั้นสอนให้แตบรู้จักความหมายของชีวิตมากขึ้น ที่สำคัญมันสอนให้เห็นว่า"โลกแห่งความฝัน" กับ "โลกแห่งความเป็นจริง" นั้น แตกต่างกันอย่างไร
แตบเองก็คงไม่ต่างกับทุกคนที่มีชีวิตอยู่บนความแปรผันของวันเวลา ยิ่งอายุเพิ่มขึ้นเท่าไร ยิ่งมีเรื่องราวต่างๆผ่านเข้ามามากขึ้นเท่านั้น มากเสียจนทำให้เผลอลืมเลือนความทรงจำอันดีไปอย่างไม่ตั้งใจอยู่บ่อยๆ กว่าจะรู้ตัวอีกที ความทรงจำดีๆของช่วงเวลาในอดีตก็ถูกพรากไปนับไม่ถ้วน..รวมทั้งเรื่องโลกแห่งความฝันบนต้นตะขบในตอนเด็กนั้นด้วย แล้วความฝันในเวลานั้นของแตบล่ะ..คืออะไร?(นั่นนะสิ)
และแล้ววันหนึ่ง ชีวิตแตบก็มีโอกาสกลับมาใกล้ชิดกับตะขบอีกครั้ง วันที่แตบมาสำรวจสภาพบ้านก่อนจะตัดสินใจซื้อเมื่อเกือบ 5 ปีที่แล้วนั้นแตบเห็นมีตะขบต้นใหญ่ที่ริมรั้วบ้านร้างหลังข้างๆอยู่ก่อนแล้ว ดูเหมือนว่ามันจะเพิ่งถูกริดกิ่งก้านที่เหลื่อมล้ำเข้ามายังบ้านหลังที่แตบจะซื้อไปหมาดๆ กะประมาณอายุจากลำต้นสูงใหญ่และกิ่งก้านรกครื้มแล้วน่าจะราว 10 ปีเป็นอย่างต่ำ แรกๆที่แตบย้ายเข้ามาอยู่นั้น แตบมีโครงการจะตัดโค่นทำลาย แต่เนื่องจากมันไม่ได้อยู่ในอาณาเขตของแตบโดยตรง จึงทำได้เพียงตัดกิ่งก้านที่โผล่พ้นเข้ามาในรั้วบ้านเท่านั้นเอง แต่จะว่าไปแล้วแตบก็ยังได้รับประโยชน์จากมันอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ถึงแม้ว่ามันจะขยันทิ้งผลสลัดใบจนเกลื่อนกลาดสกปรกให้เก็บกวาดทุกวัน แต่อย่างน้อยที่สุดแตบและเพื่อนบ้านระแวกนั้นยังได้ร่มเงาและอากาศบริสุทธิ์เป็นการตอบแทนกลับคืน อีกทั้งเจ้านกน้อยนกใหญ่หลายสายพันธุ์ยังใช้เป็นที่พักพิงอาศัยยามค่ำคืนด้วย แน่นอนว่าทุกเช้า-เย็น พวกมันจะส่งเสียงเจื้อยแจ้วขับขานชวนเพลิดเพลินจำเริญใจได้ไม่น้อย ยิ่งในตอนเช้าด้วยแล้ว เสียงเพลงอันไพเราะเพราะพริ้งแห่งธรรมชาติจากเจ้านกฝูงนั้นช่างชวนให้เบิกบานอย่างไม่น่าเชื่อ..โลกใบเล็กของแตบสวยงามและน่าอยู่ขึ้นมากโขเลยทีเดียว
ไม่เคยนึกมาก่อนว่าชีวิตจะมีโอกาสกลับมาเกี่ยวพันกับต้นตะขบอีกครั้ง แม้ว่าคราวนี้ แตบจะแค่ปีนป่ายขึ้นไปริดกิ่งก้านไม่ให้รกครื้มจนล้ำเส้นเท่านั้นก็ตาม แต่ทุกครั้งที่ขึ้นไปอยู่บนคาคบของมัน ความทรงจำที่เคยถูกลืมเลือนไปเนิ่นนานเมื่อร่วม 30 ปีที่แล้ว ก็กลับมาสะกิดเตือนให้แตบคิดถึงมันได้ทุกที ไม่รูว่าป่านนี้ต้นตะขบที่หัวนาของพ่อต้นนั้น จะยังมีชีวิตเหลือรอดอยู่หรือไม่ สัญญาว่าถ้ามีโอกาสกลับบ้านเกิดเมื่อไหร่ แตบจะแวะไปโอบกอดมันแน่นอน..ถ้ามันยังอยู่

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

การผจญภัยของ "ศุภโชค"


นอกจากสุนัขแล้ว ที่บ้านแตบยังเลี้ยงแมวอีก 6 ตัว โดยที่ 4 ตัวเลี้ยงบนห้องทำงานซึ่งตอนนี้กลายเป็นห้องโล่งๆไปแล้ว(ให้แมวอยู่โดยเฉพาะ) ส่วนอีก 2 ตัวที่เหลือนั้น แตบให้กินอยู่หลับนอนที่ชั้นล่างของบ้าน และนี่อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้บ้านแตบมีโอกาสต้อนรับเจ้าแมวขาจรที่ชื่อ "ศุภโชค" ก็เป็นได้
จะด้วยเหตุผลที่ว่าแมว 2 ตัวที่บ้านชั้นล่างของแตบ(โนวา กับ เฮงเฮง)เป็นตัวเมีย หรือเพราะถาดอาหารเม็ดที่แตบคอยเติมเต็มตลอดก็ไม่รู้ ที่ดึงดูดเจ้าแมวจรจัดเพศผู้ตัวใหญ่หน้าตามอมแมมให้แวะเวียนเข้ามาบ่อยๆ จนกลืนกลายเป็นสมาชิกขาประจำของบ้านแตบไปในที่สุด แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ช่างเถอะ ไหนๆเจ้าแมวขาจรตัวนี้ก็ไว้วางใจจนสามารถอาศัยชายคาบ้านแตบเป็นที่พักพิงหลับนอนทุกค่ำคืนไปแล้ว
ช่วงระยะเริ่มแรกที่เจ้าแมวมอมแมมตัวใหญ่นี้แอบย่องเข้ามาทางเรือนกล้วยไม้หลังบ้าน ดูเหมือนมันจะยังประหม่าและระแวดระวังตัวอยู่ไม่น้อย ทุกครั้งที่แตบส่งเสียงหรือขยับตัว มันจะกระโจนพรวดไปตั้งหลักบนกำแพงทันที รอจนแน่ใจว่าปลอดภัยแล้วถึงจะย่องกลับเข้ามาใหม่ จำได้ว่าตอนนั้นเป็นช่วงหน้าฝนที่มีฝนตกกลางคืนเกือบทุกวัน เจ้าแมวถึกมักเปียกโชกอยู่เป็นประจำ แตบอยากจับมาเช็ดตัวและพาเข้านอนในบ้าน แต่มันก็ไม่ยอมให้เข้าใกล้ ถึงจะพยายามแสดงความเป็นมิตรอย่างจริงใจให้เห็นก็ตามที กว่าเจ้าแมวใหญ่จะไว้วางใจจนยอมให้อุ้มให้จับแต่โดยดีได้ แตบก็โดนตะปบกัดจนเลือดสาดมาแล้วหลายหนจนนับไม่ถ้วน หลังจากที่เราต่างทำความคุ้นเคยและเชื่อใจซึ่งกันและกันแล้ว แตบก็ตั้งชื่อให้ว่า "ศุภโชค" ซึ่งแปลว่า "โชคดี" เพื่อความเป็นศิริมงคลกับชีวิตของแมวเร่ร่อนจรจัดอย่างมันนั่นเอง หลังจากที่คุ้นเคยกันแตบก็จับมาอาบน้ำขัดสีฉวีวรรณและรักษาแผลเรื้อรังที่เหวอะหวะตามตัว รวมทั้งจัดที่หลับนอนในบ้านให้ ซึ่งเจ้าศุภโชคก็อาศัยนอนเพียงช่วงกลางคืนเท่านั้นเอง พอวันรุ่งขึ้นก็เผ่นไปผจญภัยในโลกกว้างอย่างที่เคยเป็น บางครั้งหายหน้าหายตาไปหลายวัน แต่พอโผล่มาทีไรก็นำแผลเก่าแผลใหม่มาอวดซะทุกครั้ง..รักษาไม่เคยหายสักที ถึงจะเป็นเพียงเจ้าแมวจรจัด แต่ก็นับว่าชีวิตของเจ้าศุภโชคยัง "โชคดี" อยู่ไม่น้อย ที่มีทำเลให้เร่ร่อนอยู่ในย่านของคนรักสัตว์ ทั้ง "อ.สมชาย","พี่เปี๊ยก" และ "ใครต่อใครอีกมากมายหลายคน" ที่ต่างให้ความรักความเมตตากับมันไม่น้อยไปกว่ากัน เรียกได้ว่าชีวิตไม่เคยอดสูเลยทีเดียวเชียวแหละ
 อาจเป็นเพราะความเมตตากรุณาของคนในย่านบ้านแตบนั่นเอง ที่ทำให้เจ้าศุภโชคยสมัครใจที่จะทำตัวเป็นแมวไร้หลักแหล่งที่แน่นอนเช่นนั้นมาโดยตลอด แม้ว่าร่างกายภายนอกจะเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลจากการต่อสู้กับแมวจรจัดตัวอื่นก็ตามที แต่แตบก็เชื่อว่าอย่างน้อยที่สุดมันก็คงมีความสุขอยู่บ้างที่ได้เดินทางท่องเที่ยวผจญภัยอย่างอิสระในโลกของมัน

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

สวยด้วย"หัวผักกาดขาว"


..ถึงแม้ว่า รูปร่างหน้าตาที่สวยงามภายนอกจะเป็นเพียงสิ่งที่เรียกว่า"เปลือก"ก็ตามที แต่ใครต่อใครมักเลือกที่จะสะดุดตาและประทับใจกับคนที่มีรูปลักษณ์ดีไว้ก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ ส่วนนิสัยใจคอภายในจะดีหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันต่อไป เรียกได้ว่าถึงจิตใจและความประพฤติภายในจะเน่าเฟะเพียงใด ทุกคนย่อมเลือกที่จะทำให้เปลือกภายนอกดูดีไว้ก่อนเสมอ ด้วยเหตุผลที่ว่า.."เปลือกที่ดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง"นั่นเองล่ะค่ะ
 ย้อนหลังไปเมื่อสมัยพระเจ้าเหามหาราชที่ 13 แตบเป็นคนหนึ่งที่ได้รับคำสรรเสริญเยินยอว่าเป็น"หนุ่มหน้าใส"คนหนึ่ง(ไม่ได้เขียนผิดนะคะ..เป็นหนุ่มจริงๆ) มีเพื่อนชายและชะนีมากหน้าหลายตามากระซิบถามเคล็ดลับการบำรุงผิวพรรณกับแตบอยู่บ่อยๆ ซึ่งแตบก็แนะนำไปว่า.."ควรรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ดื่มน้ำ,ดื่มนม และกินผลไม้ให้มากๆ" แต่เนื่องจากแตบเป็นหนุ่มประเภทรักสวยรักงาม เลยต้องบำรุงบำเรอผิวพรรณด้วยครีมบำรุงผิวทุกเช้า,เย็นไม่ได้ขาด รวมถึงการนวดหน้า,ขัดหน้าและพอกหน้าเอง(ทุกวัน)ด้วยผงสมุนไพรชนิดต่างๆที่มีสรรพคุณช่วยให้ผิวหน้ากระจ่างใส ซึ่งนับว่าได้ผลดีมากมายเหลือเกิน แต่หารู้ไม่ว่า นั่นมันเป็นการทำร้ายผิวตัวเองชัดๆ เพราะจริงๆแล้ว การขัดหน้านั้นควรทำสัปดาห์ละครั้ง หรือ สองสัปดาห์ต่อครั้งก็เพียงพอแล้ว แต่นี่แตบเล่นขัด-นวด-พอกทุกวัน ผลที่ได้คือผิวหน้าใสและบางงงงงงจนแทบมองทะลุกระดูกซะงั้น เมื่อชั้นผิวบอบบางและอ่อนแอสุดๆแล้ว ต่อให้อภิมหาบรรพบุรุษครีมกันแดดก็ไม่สามารถคุ้มกะลาหัวแตบได้แน่นอน และนี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้แตบ "เป็นฝ้า" มาจนถึงทุกวันนี้(กรี๊ดดดดด!) คนที่เป็นฝ้าคงเข้าใจดีนะคะ ว่ามันน่าอับอายและกลัดกลุ้มแค่ไหน เวลาออกไปไหนมาไหนมันช่างทำใจได้ลำบาก เพราะเจ้าปื้นสีน้ำตาลบนใบหน้านั้น มันช่างกลบเกลื่อนได้ยากเย็นเหลือเกิน ยิ่งถ้าเป็นผู้ชายด้วยแล้วยิ่งแย่ไปใหญ่ เนื่องจากคงไม่มีใครกล้าลุกมาโบ๊ะรองพื้นเพื่อปกปิดแน่ๆ แต่ถ้าจะมีคนลุกขึ้นมาโบ๊ะบ้างก็คงจะมีแต่บรรดาผู้ชายที่เป็นเพื่อนแต๋วสว่างจิตของแตบเท่านั้นเองแหละ อิอิ ถึงแม้แตบจะยังโชคดีอยู่บ้างที่เป็นฝ้าแบบตื้น(สีน้ำตาลจางๆ)แต่ก็ไม่น่าปลื้มอยู่ดี มีอยู่ช่วงหนึ่งที่แตบซื้อครีมนั่นโน่นนี่มาใช้เองเพื่อหวังจะหาย แต่ก็ไม่เห็นจะได้ผลอะไรเลย ฝ้ายังอยู่แน่นหนาถาวรดั่งเดิมไม่แปรเปลี่ยน แตบจึงศึกษาหาข้อมูลเรื่องฝ้าตามแหล่งความรู้ต่างๆจนได้ข้อสรุปว่า "มีทางทำให้ฝ้าจางลง..แต่ไม่มีทางรักษาฝ้าให้หายขาดได้"(ต่อให้ยิงเลเซอร์ก็เถอะ)ดังนั้นแตบจึงค่อยทำใจได้และพยายามลืมๆฝ้าบนหน้าไปบ้าง แทนที่จะมุ่งมั่นหาทางรักษา แตบจึงหันมาป้องกันไม่ให้มันลุกลามด้วยการ "ทาครีมกันแดด" ที่มีค่า SPF สูงๆ (20 นาทีก่อนออกไปสัมผัสแดด) ซึ่งก็นับว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจเลยทีเดียว เพราะนอกจากป้องกันฝ้าไม่ให้ลุกลามแล้วยังช่วยป้องกันผิวไหม้จากรังสี UV ได้อีกด้วย
 แต่เมื่อไม่นานมานี้แตบได้ข้อมูลการรักษาฝ้าด้วย "หัวผักกาดขาว" โดยการนำหัวผักกาดขาวมาล้างให้สะอาด จากนั้นปอกเปลือกทิ้งแล้วฝานเป็นแว่นบางๆ นำมาโปะบริเวณที่เป็นฝ้าก่อนนอน ทิ้งไว้ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด(ทำ 4 ครั้ง/สัปดาห์)หลังจากที่แตบทดลองทำอยู่สองสัปดาห์ หลายคนทักว่าหน้ากระจ่างใสขึ้น ร่องรอยของฝ้าจางลงไปมาก ซึ่งก็สร้างความพออกพอใจให้กับแตบอย่างมากมายมหาศาลเลยทีเดียวเชียว
 ถ้าใครสนใจวิธีนี้ก็ลองนำไปทดลองทำดูนะคะ แต่ขอบอกก่อนว่าช่วง4-5 นาทีแรกเนี่ย มันกัดหน้าจนแสบบบบบบบบบบ..แทบทนไม่ไหวเลยล่ะค่ะ(ใครไม่แสบก็แสดงว่าหน้าด้านหน้าทนผิดปกติ) แต่ด้วยความที่อยากสวย แตบจึงยอมทน ซึ่งพอผ่านพ้นช่วงเวลาด้งกล่าวไปได้ จะรู้สึกเย็นสบายหายแสบไปเยอะเลย อ้อ!วิธีนี้จะทำให้ผิวหน้าบางได้ ดังนั้นรุ่งเช้าก่อนออกบ้านไปทำงานหรือเผชิญแสงแดดก็ห้ามลืมทาครีมกันแดดทุกครั้งนะคะ ไม่งั้นแทนที่จะทุเลากลับกลายเป็นหนักกว่าเดิมเอาได้
 นอกจากวิธีสวยด้วย "หัวผักกาด" แล้ว ยังมีวิธีบำรุงรักษาผิวหน้าด้วยพืชผักชนิดต่างๆอีกมากมาย ที่ http://benjawanbo.wordpress.com/ ลองเข้าไปศึกษาและทดลองทำดูนะคะ ถึงจะได้ผล หรือไม่ได้ผลบ้าง แต่อย่างน้อยๆก็เสี่ยงน้อยกว่าใช้สารเคมีแหละค่ะ..เชื่อแตบสิคะ

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

นางสิงห์ซุ่ม

     ห่างหายและว่างเว้นจากการเขียนบล็อกไปพักใหญ่ๆ จนทำให้บางคนอดสงสัยไม่ได้ว่า มาดามแตบหายไปไหน .. ไปทำอะไร กับใคร และเมื่อไร? เปล่าเลยค่ะ แตบยังอยู่ที่เดิมและสบายดี แต่ที่เงียบไปเพราะ "เบื่อๆๆและโคตรเบื่อสังคมออนไลน์" เท่านั้นเอง
     ตั้งแต่เริ่มเล่นอินเตอร์เนตมาสามปีกว่าๆ แตบก็เสียเวลาในแต่ละวันไปไม่ใช่เน้อย จนทำให้เผลอละเลยเรื่องของตัวเองไปมากมายหลายอย่าง ไหนจะสามี ,สัตว์เลี้ยง และต้นไม้น้อยใหญ่ที่แตบปลูกไว้รายรอบบ้านอีกเล่า ทุกสิ่งอย่างล้วนต้องการการดูแลและความใส่ใจจากแตบทั้งสิ้น กว่าจะรู้ตัวได้ก็เกือบจะสายไปเสียแล้ว..โชคดีมากๆที่มันแค่ "เกือบ"
      หลังจากที่ซุ่มเงียบดูแลปัญหาของตัวเองกับเรื่องภายในครอบครัวจนผ่านพ้นด้วยดีแล้ว วันนี้จึงถือโอกาสนำภาพผลงานจากฝีมือของตัวเองมาแปะให้ชมกัน(อยากอวดน่ะคะ แต่ไม่ต้องการจะพูดมาก อิอิ )
 สวนหย่อมเล็กๆที่ลานหน้าบ้าน(ยังไม่เสร็จนะคะ..งบประมาณแผ่นดินหมด)

สร้างโต๊ะทำงานตัวใหม่(จากบานประตู)

สร้างชั้นนอนให้น้องแมว

คิดเย็บเสื้อพยุงตัวแมวพิการบนรถเข็น(กันถลอก)


และสุดท้าย..กล้วยไม้ช่องามบานสะพรั่ง(ผลพวงจากความใส่ใจ)

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

สิงหาพาเศร้า


ชีวิตของคนเรามีโอกาสถูกโชคชะตาเล่นตลกอยู่บ่อยๆโดยไม่เลือกวันเวลา หลายครั้งที่โชคชะตานำพาเราไปพบเจอคนหรือสิ่งอันเป็นที่รัก แต่ยังไม่ทันที่เราจะชื่นชมให้สมใจ โชคชะตากลับแย่งชิงช่วงเวลานั้นไปจากเราโดยไม่ปล่อยให้ทันได้ตั้งตัวเลยสักนิด
 บ่ายของวันที่6 สิงหาคมที่เพิ่งผ่านไป ครอบครัวแตบมีโอกาสได้ต้อนรับสุนัขเพศผู้พันธุ์พุดเดิ้ลสีดำรูปร่างค่อนข้างผอมวัย 6 ขวบตัวหนึ่งเข้าบ้าน เดิมทีมันชื่อ "เจ้าแบล็ค" แต่แตบตั้งชื่อใหม่ว่า "บูกี้" เรื่องของเรื่องมันเกิดจากย้อนหลังไปก่อนนั้นหนึ่งวัน ขณะที่แตบกลับจากซื้ออาหารสัตว์ที่ตลาดด้วยบริการของแท็กซี่ แตบมีโอกาสพูดคุยและรับรู้ปัญหาของคนขับรถรับจ้างคันดังกล่าว เขาเล่าว่ากำลังมีปัญหาหนักอกเรื่องสุนัขที่เลี้ยงไว้ ด้วยความที่ทั้งคนขับแท็กซี่และภรรยาต่างก็เป็นคนหาเช้ากินค่ำ จึงทำให้ไม่มีเวลาดูแลสุนัขตัวดังกล่าวให้ดีได้เท่าที่ควรจะเป็น เวลาที่ทั้งสองออกไปทำงานจึงได้แต่ปล่อยให้สุนัขเผชิญชะตากรรมอยู่เพียงลำพังภายในบริเวณแฟลต เหตุนี้เองที่ทำให้สุนัขตัวดังกล่าวสร้างความเดือดร้อนรำคาณด้วยการเห่าหอนและขับถ่ายเรี่ยราดไม่เป็นที่ จนถูกไล่ตีนับครั้งไม่ถ้วน วันดีคืนดีก็มีชาวแฟลตข่มขู่จะวางยาพิษ หลังจากรับฟังปัญหาแล้วแตบก็พลอยเครียดตามไปด้วย รู้สึกสงสารเจ้าหมาน้อยขึ้นมาจับใจ อย่างน้อยที่สุด ครั้งหนึ่งแตบก็เคยมีประสบการณ์แย่ๆแบบนี้มาก่อน สุดท้ายแล้วแตบจึงตัดสินใจยื่นมือให้การช่วยเหลือ ด้วยการรับเจ้าพุดเดิ้ลสีดำตัวนั้นมาอุปการะเสียเอง ตอนที่ภรรยาคนขับแท็กซี่อุ้มเจ้าบูกี้มาส่งให้แตบที่บ้าน วันนั้นอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน เจ้าบูกี้แสดงแววตาเศร้าสร้อย มันขัดขืนเล็กน้อยตอนที่แตบรับมาอุ้มครั้งแรก เจ้าของมันส่งถุงอาหารเม็ดให้แตบขณะที่พูดฝากฝังสองสามคำก่อนผละเดินจากไปโดยไม่หันมามองมันอีก เจ้าบูกี้ได้แต่ร้องหงิงๆในลำคอและมองตามเจ้าของเดิมด้วยสายตาละห้อย หลังจากรับตัวเข้าบ้าน แตบก็ได้แต่กอดและลูบหัวปลอบใจอยู่เนิ่นนาน ถึงกระนั้นเจ้าหมาน้อยยังไม่วายที่จะเฝ้ามองและวิ่งไปเกาะประตูรั้วเกือบทั้งคืน คล้ายจะรอการกลับมาของเจ้าของเดิมเสียอย่างนั้น เห็นแล้วก็ได้แต่สลดหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก กว่าที่เจ้าบูกี้จะยอมรับและวางใจแตบก็ต้องใช้เวลาถึงสามวันเต็มๆเลยทีเดียว แต่พอยอมรับแตบได้เจ้าบูกี้ก็ตามติดแตบไม่ยอมห่าง ไม่ว่าจะขยับตัวไปมุมไหนของบ้าน เป็นต้องมีบูกี้วิ่งตามทุกครั้งไป ย่างเข้าวันที่สี่และห้าแห่งชีวิตในบ้านหลังใหม่ของพุดเดิ้ลน้อย แตบสังเกตุเห็นบูกี้ไอและจามบ่อยๆ กินอาหารได้น้อยลง ร่างกายดูผ่ายผอมลงอย่างเห็นได้ชัด แตบจึงรีบพาไปหาหมอที่คลีนิคใกล้บ้าน หลังจากตรวจเช็คอาการแล้วจึงได้ทราบว่า บูกี้ป่วยเป็นปอดบวม แตบรักษากับคลีนิคดังกล่าวอยู่สี่วันด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าที่อื่นแต่ไม่มีอะไรดีขึ้น ซ้ำร้ายสุนัขอีก 5 ตัวที่บ้านแตบก็พาลป่วยติดเชื้อไปตามๆกัน แตบจึงตัดสินใจเปลี่ยนที่รักษาใหม่ คราวนี้หมอรับตัวบูกี้ไปอบความร้อนและรักษาตัวที่คลีนิคอยู่ 3 คืน ในขณะที่สุนัขอีก 5 ตัวที่บ้านแตบก็ต้องรักษาตัวด้วยเช่นกัน โชคดีที่อาการไม่หนักหนาเหมือนบูกี้ หมอจึงแวะมาฉีดยาที่บ้านและจัดยากินให้ตามอาการของแต่ละตัว หลังจากบูกี้มีอาการดีขึ้น หมอจึงอนุญาตให้แตบรับตัวมาดูแลต่อที่บ้าน ไม่ช้าไม่นานบูกี้ก็กลับมากินอาหารได้ตามปกติจนแช็งแรงและดูร่าเริงขึ้น ตอนนั้นแตบเริ่มปรึกษาเรื่องการทำวัคซีนกับหมอแต่ได้รับคำแนะนำว่า รอให้บูกี้แข็งแรงกว่านี้ก่อน แต่ไม่ทันที่ทุกอย่างจะดำเนินไปตามแผน เพราะหลังจากนั้นเพียงไม่ถึงสัปดาห์ บูกี้เริ่มเซื่องซึมจนผิดปกติอีกครั้ง คราวนี้แตบสังเกตุเห็นอาการขากรรไกรกระตุกและถ่ายเหลวเป็นสีน้ำตาล เวลาเดินมักมีอาการโซเซไปมาคล้ายคนเมา แตบจึงรีบนำตัวส่งไปวินิจฉัยอาการอีกครั้ง แล้วก็ได้รับคำตอบว่าบูกี้ป่วยเป็น "ไข้หัดขึ้นสมอง" ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการเลี้ยงดูที่ไม่ใส่ใจของเจ้าของเดิม จำเป็นอย่างยิ่งที่หมอต้องรับตัวไว้ดูแลอีกครั้งแม้ว่าครั้งนี้โอกาสที่จะหายนั้นลางเลือนเต็มที แต่เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อให้สุนัขอีก 5 ตัวในบ้านของแตบ ที่ตอนนั้นเริ่มทะยอยหายป่วยจากอาการปอดบวมที่ละตัวแล้ว หมอจึงต้องแยกบูกี้ออกไปรักษาอย่างเป็นสัดส่วน
ตลอดระยะเวลากว่า 10 วันที่แตบฝากบูกี้ไว้กับหมอนั้น ชีวิตแตบเต็มไปด้วยความกังวลจนเป็นทุกข์อย่างเลี่ยงไม่ได้ ทุกข์เพราะคิดถึงและเป็นห่วง ถึงแม้ว่าจะเพิ่งรับบูกี้มาเลี้ยงได้ไม่นาน แต่แตบก็รักและผูกพันอย่างไม่มีเหตุผล ทุกครั้งที่คิดถึงบูกี้ ภาพที่มันเกาะประตูรั้วมองหาเจ้าของเดิมก็ผุดขึ้นมารังควานจิตใจแตบเสมอ ยิ่งได้ทราบข่าวจากหมอว่าอาการของมันเริ่มแย่ลงเรื่อยๆตามลำดับ ยิ่งทำให้ทุกข์หนักเข้าไปอีก แตบเคยคิดที่จะให้หมอใช้วิธี "หลับ" เพื่อไม่ให้ทรมานไปกว่านี้ แต่ก็ไม่กล้าพอ ได้แต่หวังว่า สักวันบูกี้คงจะดีขึ้น แม้จะหมดค่ารักษาไปอีกเท่าไร แตบกับสามีก็ยอม แต่สุดท้ายบูกี้ก็หมดทางต่อสู้และจากแตบไปในคืนวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ที่แตบรู้สึกแย่ไปกว่านั้นคือการที่ไม่มีโอกาสพบหน้ามันเป็นครั้งสุดท้ายเลย เนื่องจากหมอต้องนำร่างไปทำลายเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อนั่นเอง
หมอรับหน้าที่จัดการกับร่างไร้วิญญาณของบูกี้ไปแล้ว ดังนั้นหน้าที่ของแตบจึงมีเพียง "ทำใจ" เพื่อยอมรับความสูญเสียในครั้งนี้ให้สำเร็จเท่านั้นเอง..หลับให้สบายนะบูกี้ลูกรัก