วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

สวยด้วย"หัวผักกาดขาว"


..ถึงแม้ว่า รูปร่างหน้าตาที่สวยงามภายนอกจะเป็นเพียงสิ่งที่เรียกว่า"เปลือก"ก็ตามที แต่ใครต่อใครมักเลือกที่จะสะดุดตาและประทับใจกับคนที่มีรูปลักษณ์ดีไว้ก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ ส่วนนิสัยใจคอภายในจะดีหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันต่อไป เรียกได้ว่าถึงจิตใจและความประพฤติภายในจะเน่าเฟะเพียงใด ทุกคนย่อมเลือกที่จะทำให้เปลือกภายนอกดูดีไว้ก่อนเสมอ ด้วยเหตุผลที่ว่า.."เปลือกที่ดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง"นั่นเองล่ะค่ะ
 ย้อนหลังไปเมื่อสมัยพระเจ้าเหามหาราชที่ 13 แตบเป็นคนหนึ่งที่ได้รับคำสรรเสริญเยินยอว่าเป็น"หนุ่มหน้าใส"คนหนึ่ง(ไม่ได้เขียนผิดนะคะ..เป็นหนุ่มจริงๆ) มีเพื่อนชายและชะนีมากหน้าหลายตามากระซิบถามเคล็ดลับการบำรุงผิวพรรณกับแตบอยู่บ่อยๆ ซึ่งแตบก็แนะนำไปว่า.."ควรรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ดื่มน้ำ,ดื่มนม และกินผลไม้ให้มากๆ" แต่เนื่องจากแตบเป็นหนุ่มประเภทรักสวยรักงาม เลยต้องบำรุงบำเรอผิวพรรณด้วยครีมบำรุงผิวทุกเช้า,เย็นไม่ได้ขาด รวมถึงการนวดหน้า,ขัดหน้าและพอกหน้าเอง(ทุกวัน)ด้วยผงสมุนไพรชนิดต่างๆที่มีสรรพคุณช่วยให้ผิวหน้ากระจ่างใส ซึ่งนับว่าได้ผลดีมากมายเหลือเกิน แต่หารู้ไม่ว่า นั่นมันเป็นการทำร้ายผิวตัวเองชัดๆ เพราะจริงๆแล้ว การขัดหน้านั้นควรทำสัปดาห์ละครั้ง หรือ สองสัปดาห์ต่อครั้งก็เพียงพอแล้ว แต่นี่แตบเล่นขัด-นวด-พอกทุกวัน ผลที่ได้คือผิวหน้าใสและบางงงงงงจนแทบมองทะลุกระดูกซะงั้น เมื่อชั้นผิวบอบบางและอ่อนแอสุดๆแล้ว ต่อให้อภิมหาบรรพบุรุษครีมกันแดดก็ไม่สามารถคุ้มกะลาหัวแตบได้แน่นอน และนี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้แตบ "เป็นฝ้า" มาจนถึงทุกวันนี้(กรี๊ดดดดด!) คนที่เป็นฝ้าคงเข้าใจดีนะคะ ว่ามันน่าอับอายและกลัดกลุ้มแค่ไหน เวลาออกไปไหนมาไหนมันช่างทำใจได้ลำบาก เพราะเจ้าปื้นสีน้ำตาลบนใบหน้านั้น มันช่างกลบเกลื่อนได้ยากเย็นเหลือเกิน ยิ่งถ้าเป็นผู้ชายด้วยแล้วยิ่งแย่ไปใหญ่ เนื่องจากคงไม่มีใครกล้าลุกมาโบ๊ะรองพื้นเพื่อปกปิดแน่ๆ แต่ถ้าจะมีคนลุกขึ้นมาโบ๊ะบ้างก็คงจะมีแต่บรรดาผู้ชายที่เป็นเพื่อนแต๋วสว่างจิตของแตบเท่านั้นเองแหละ อิอิ ถึงแม้แตบจะยังโชคดีอยู่บ้างที่เป็นฝ้าแบบตื้น(สีน้ำตาลจางๆ)แต่ก็ไม่น่าปลื้มอยู่ดี มีอยู่ช่วงหนึ่งที่แตบซื้อครีมนั่นโน่นนี่มาใช้เองเพื่อหวังจะหาย แต่ก็ไม่เห็นจะได้ผลอะไรเลย ฝ้ายังอยู่แน่นหนาถาวรดั่งเดิมไม่แปรเปลี่ยน แตบจึงศึกษาหาข้อมูลเรื่องฝ้าตามแหล่งความรู้ต่างๆจนได้ข้อสรุปว่า "มีทางทำให้ฝ้าจางลง..แต่ไม่มีทางรักษาฝ้าให้หายขาดได้"(ต่อให้ยิงเลเซอร์ก็เถอะ)ดังนั้นแตบจึงค่อยทำใจได้และพยายามลืมๆฝ้าบนหน้าไปบ้าง แทนที่จะมุ่งมั่นหาทางรักษา แตบจึงหันมาป้องกันไม่ให้มันลุกลามด้วยการ "ทาครีมกันแดด" ที่มีค่า SPF สูงๆ (20 นาทีก่อนออกไปสัมผัสแดด) ซึ่งก็นับว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจเลยทีเดียว เพราะนอกจากป้องกันฝ้าไม่ให้ลุกลามแล้วยังช่วยป้องกันผิวไหม้จากรังสี UV ได้อีกด้วย
 แต่เมื่อไม่นานมานี้แตบได้ข้อมูลการรักษาฝ้าด้วย "หัวผักกาดขาว" โดยการนำหัวผักกาดขาวมาล้างให้สะอาด จากนั้นปอกเปลือกทิ้งแล้วฝานเป็นแว่นบางๆ นำมาโปะบริเวณที่เป็นฝ้าก่อนนอน ทิ้งไว้ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด(ทำ 4 ครั้ง/สัปดาห์)หลังจากที่แตบทดลองทำอยู่สองสัปดาห์ หลายคนทักว่าหน้ากระจ่างใสขึ้น ร่องรอยของฝ้าจางลงไปมาก ซึ่งก็สร้างความพออกพอใจให้กับแตบอย่างมากมายมหาศาลเลยทีเดียวเชียว
 ถ้าใครสนใจวิธีนี้ก็ลองนำไปทดลองทำดูนะคะ แต่ขอบอกก่อนว่าช่วง4-5 นาทีแรกเนี่ย มันกัดหน้าจนแสบบบบบบบบบบ..แทบทนไม่ไหวเลยล่ะค่ะ(ใครไม่แสบก็แสดงว่าหน้าด้านหน้าทนผิดปกติ) แต่ด้วยความที่อยากสวย แตบจึงยอมทน ซึ่งพอผ่านพ้นช่วงเวลาด้งกล่าวไปได้ จะรู้สึกเย็นสบายหายแสบไปเยอะเลย อ้อ!วิธีนี้จะทำให้ผิวหน้าบางได้ ดังนั้นรุ่งเช้าก่อนออกบ้านไปทำงานหรือเผชิญแสงแดดก็ห้ามลืมทาครีมกันแดดทุกครั้งนะคะ ไม่งั้นแทนที่จะทุเลากลับกลายเป็นหนักกว่าเดิมเอาได้
 นอกจากวิธีสวยด้วย "หัวผักกาด" แล้ว ยังมีวิธีบำรุงรักษาผิวหน้าด้วยพืชผักชนิดต่างๆอีกมากมาย ที่ http://benjawanbo.wordpress.com/ ลองเข้าไปศึกษาและทดลองทำดูนะคะ ถึงจะได้ผล หรือไม่ได้ผลบ้าง แต่อย่างน้อยๆก็เสี่ยงน้อยกว่าใช้สารเคมีแหละค่ะ..เชื่อแตบสิคะ

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

นางสิงห์ซุ่ม

     ห่างหายและว่างเว้นจากการเขียนบล็อกไปพักใหญ่ๆ จนทำให้บางคนอดสงสัยไม่ได้ว่า มาดามแตบหายไปไหน .. ไปทำอะไร กับใคร และเมื่อไร? เปล่าเลยค่ะ แตบยังอยู่ที่เดิมและสบายดี แต่ที่เงียบไปเพราะ "เบื่อๆๆและโคตรเบื่อสังคมออนไลน์" เท่านั้นเอง
     ตั้งแต่เริ่มเล่นอินเตอร์เนตมาสามปีกว่าๆ แตบก็เสียเวลาในแต่ละวันไปไม่ใช่เน้อย จนทำให้เผลอละเลยเรื่องของตัวเองไปมากมายหลายอย่าง ไหนจะสามี ,สัตว์เลี้ยง และต้นไม้น้อยใหญ่ที่แตบปลูกไว้รายรอบบ้านอีกเล่า ทุกสิ่งอย่างล้วนต้องการการดูแลและความใส่ใจจากแตบทั้งสิ้น กว่าจะรู้ตัวได้ก็เกือบจะสายไปเสียแล้ว..โชคดีมากๆที่มันแค่ "เกือบ"
      หลังจากที่ซุ่มเงียบดูแลปัญหาของตัวเองกับเรื่องภายในครอบครัวจนผ่านพ้นด้วยดีแล้ว วันนี้จึงถือโอกาสนำภาพผลงานจากฝีมือของตัวเองมาแปะให้ชมกัน(อยากอวดน่ะคะ แต่ไม่ต้องการจะพูดมาก อิอิ )
 สวนหย่อมเล็กๆที่ลานหน้าบ้าน(ยังไม่เสร็จนะคะ..งบประมาณแผ่นดินหมด)

สร้างโต๊ะทำงานตัวใหม่(จากบานประตู)

สร้างชั้นนอนให้น้องแมว

คิดเย็บเสื้อพยุงตัวแมวพิการบนรถเข็น(กันถลอก)


และสุดท้าย..กล้วยไม้ช่องามบานสะพรั่ง(ผลพวงจากความใส่ใจ)

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

สิงหาพาเศร้า


ชีวิตของคนเรามีโอกาสถูกโชคชะตาเล่นตลกอยู่บ่อยๆโดยไม่เลือกวันเวลา หลายครั้งที่โชคชะตานำพาเราไปพบเจอคนหรือสิ่งอันเป็นที่รัก แต่ยังไม่ทันที่เราจะชื่นชมให้สมใจ โชคชะตากลับแย่งชิงช่วงเวลานั้นไปจากเราโดยไม่ปล่อยให้ทันได้ตั้งตัวเลยสักนิด
 บ่ายของวันที่6 สิงหาคมที่เพิ่งผ่านไป ครอบครัวแตบมีโอกาสได้ต้อนรับสุนัขเพศผู้พันธุ์พุดเดิ้ลสีดำรูปร่างค่อนข้างผอมวัย 6 ขวบตัวหนึ่งเข้าบ้าน เดิมทีมันชื่อ "เจ้าแบล็ค" แต่แตบตั้งชื่อใหม่ว่า "บูกี้" เรื่องของเรื่องมันเกิดจากย้อนหลังไปก่อนนั้นหนึ่งวัน ขณะที่แตบกลับจากซื้ออาหารสัตว์ที่ตลาดด้วยบริการของแท็กซี่ แตบมีโอกาสพูดคุยและรับรู้ปัญหาของคนขับรถรับจ้างคันดังกล่าว เขาเล่าว่ากำลังมีปัญหาหนักอกเรื่องสุนัขที่เลี้ยงไว้ ด้วยความที่ทั้งคนขับแท็กซี่และภรรยาต่างก็เป็นคนหาเช้ากินค่ำ จึงทำให้ไม่มีเวลาดูแลสุนัขตัวดังกล่าวให้ดีได้เท่าที่ควรจะเป็น เวลาที่ทั้งสองออกไปทำงานจึงได้แต่ปล่อยให้สุนัขเผชิญชะตากรรมอยู่เพียงลำพังภายในบริเวณแฟลต เหตุนี้เองที่ทำให้สุนัขตัวดังกล่าวสร้างความเดือดร้อนรำคาณด้วยการเห่าหอนและขับถ่ายเรี่ยราดไม่เป็นที่ จนถูกไล่ตีนับครั้งไม่ถ้วน วันดีคืนดีก็มีชาวแฟลตข่มขู่จะวางยาพิษ หลังจากรับฟังปัญหาแล้วแตบก็พลอยเครียดตามไปด้วย รู้สึกสงสารเจ้าหมาน้อยขึ้นมาจับใจ อย่างน้อยที่สุด ครั้งหนึ่งแตบก็เคยมีประสบการณ์แย่ๆแบบนี้มาก่อน สุดท้ายแล้วแตบจึงตัดสินใจยื่นมือให้การช่วยเหลือ ด้วยการรับเจ้าพุดเดิ้ลสีดำตัวนั้นมาอุปการะเสียเอง ตอนที่ภรรยาคนขับแท็กซี่อุ้มเจ้าบูกี้มาส่งให้แตบที่บ้าน วันนั้นอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน เจ้าบูกี้แสดงแววตาเศร้าสร้อย มันขัดขืนเล็กน้อยตอนที่แตบรับมาอุ้มครั้งแรก เจ้าของมันส่งถุงอาหารเม็ดให้แตบขณะที่พูดฝากฝังสองสามคำก่อนผละเดินจากไปโดยไม่หันมามองมันอีก เจ้าบูกี้ได้แต่ร้องหงิงๆในลำคอและมองตามเจ้าของเดิมด้วยสายตาละห้อย หลังจากรับตัวเข้าบ้าน แตบก็ได้แต่กอดและลูบหัวปลอบใจอยู่เนิ่นนาน ถึงกระนั้นเจ้าหมาน้อยยังไม่วายที่จะเฝ้ามองและวิ่งไปเกาะประตูรั้วเกือบทั้งคืน คล้ายจะรอการกลับมาของเจ้าของเดิมเสียอย่างนั้น เห็นแล้วก็ได้แต่สลดหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก กว่าที่เจ้าบูกี้จะยอมรับและวางใจแตบก็ต้องใช้เวลาถึงสามวันเต็มๆเลยทีเดียว แต่พอยอมรับแตบได้เจ้าบูกี้ก็ตามติดแตบไม่ยอมห่าง ไม่ว่าจะขยับตัวไปมุมไหนของบ้าน เป็นต้องมีบูกี้วิ่งตามทุกครั้งไป ย่างเข้าวันที่สี่และห้าแห่งชีวิตในบ้านหลังใหม่ของพุดเดิ้ลน้อย แตบสังเกตุเห็นบูกี้ไอและจามบ่อยๆ กินอาหารได้น้อยลง ร่างกายดูผ่ายผอมลงอย่างเห็นได้ชัด แตบจึงรีบพาไปหาหมอที่คลีนิคใกล้บ้าน หลังจากตรวจเช็คอาการแล้วจึงได้ทราบว่า บูกี้ป่วยเป็นปอดบวม แตบรักษากับคลีนิคดังกล่าวอยู่สี่วันด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าที่อื่นแต่ไม่มีอะไรดีขึ้น ซ้ำร้ายสุนัขอีก 5 ตัวที่บ้านแตบก็พาลป่วยติดเชื้อไปตามๆกัน แตบจึงตัดสินใจเปลี่ยนที่รักษาใหม่ คราวนี้หมอรับตัวบูกี้ไปอบความร้อนและรักษาตัวที่คลีนิคอยู่ 3 คืน ในขณะที่สุนัขอีก 5 ตัวที่บ้านแตบก็ต้องรักษาตัวด้วยเช่นกัน โชคดีที่อาการไม่หนักหนาเหมือนบูกี้ หมอจึงแวะมาฉีดยาที่บ้านและจัดยากินให้ตามอาการของแต่ละตัว หลังจากบูกี้มีอาการดีขึ้น หมอจึงอนุญาตให้แตบรับตัวมาดูแลต่อที่บ้าน ไม่ช้าไม่นานบูกี้ก็กลับมากินอาหารได้ตามปกติจนแช็งแรงและดูร่าเริงขึ้น ตอนนั้นแตบเริ่มปรึกษาเรื่องการทำวัคซีนกับหมอแต่ได้รับคำแนะนำว่า รอให้บูกี้แข็งแรงกว่านี้ก่อน แต่ไม่ทันที่ทุกอย่างจะดำเนินไปตามแผน เพราะหลังจากนั้นเพียงไม่ถึงสัปดาห์ บูกี้เริ่มเซื่องซึมจนผิดปกติอีกครั้ง คราวนี้แตบสังเกตุเห็นอาการขากรรไกรกระตุกและถ่ายเหลวเป็นสีน้ำตาล เวลาเดินมักมีอาการโซเซไปมาคล้ายคนเมา แตบจึงรีบนำตัวส่งไปวินิจฉัยอาการอีกครั้ง แล้วก็ได้รับคำตอบว่าบูกี้ป่วยเป็น "ไข้หัดขึ้นสมอง" ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการเลี้ยงดูที่ไม่ใส่ใจของเจ้าของเดิม จำเป็นอย่างยิ่งที่หมอต้องรับตัวไว้ดูแลอีกครั้งแม้ว่าครั้งนี้โอกาสที่จะหายนั้นลางเลือนเต็มที แต่เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อให้สุนัขอีก 5 ตัวในบ้านของแตบ ที่ตอนนั้นเริ่มทะยอยหายป่วยจากอาการปอดบวมที่ละตัวแล้ว หมอจึงต้องแยกบูกี้ออกไปรักษาอย่างเป็นสัดส่วน
ตลอดระยะเวลากว่า 10 วันที่แตบฝากบูกี้ไว้กับหมอนั้น ชีวิตแตบเต็มไปด้วยความกังวลจนเป็นทุกข์อย่างเลี่ยงไม่ได้ ทุกข์เพราะคิดถึงและเป็นห่วง ถึงแม้ว่าจะเพิ่งรับบูกี้มาเลี้ยงได้ไม่นาน แต่แตบก็รักและผูกพันอย่างไม่มีเหตุผล ทุกครั้งที่คิดถึงบูกี้ ภาพที่มันเกาะประตูรั้วมองหาเจ้าของเดิมก็ผุดขึ้นมารังควานจิตใจแตบเสมอ ยิ่งได้ทราบข่าวจากหมอว่าอาการของมันเริ่มแย่ลงเรื่อยๆตามลำดับ ยิ่งทำให้ทุกข์หนักเข้าไปอีก แตบเคยคิดที่จะให้หมอใช้วิธี "หลับ" เพื่อไม่ให้ทรมานไปกว่านี้ แต่ก็ไม่กล้าพอ ได้แต่หวังว่า สักวันบูกี้คงจะดีขึ้น แม้จะหมดค่ารักษาไปอีกเท่าไร แตบกับสามีก็ยอม แต่สุดท้ายบูกี้ก็หมดทางต่อสู้และจากแตบไปในคืนวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ที่แตบรู้สึกแย่ไปกว่านั้นคือการที่ไม่มีโอกาสพบหน้ามันเป็นครั้งสุดท้ายเลย เนื่องจากหมอต้องนำร่างไปทำลายเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อนั่นเอง
หมอรับหน้าที่จัดการกับร่างไร้วิญญาณของบูกี้ไปแล้ว ดังนั้นหน้าที่ของแตบจึงมีเพียง "ทำใจ" เพื่อยอมรับความสูญเสียในครั้งนี้ให้สำเร็จเท่านั้นเอง..หลับให้สบายนะบูกี้ลูกรัก

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2552

อิ่มบุญ

ถ้าใครแอบติดตามอ่านบล็อกของแตบมาตลอด ก็คงพอจะจำเรื่อง "โปรเจคบุญ" และ "ครูห่อหมก" ที่แตบเชิญชวนบริจาคทุนทรัพย์และสิ่งของเพื่อช่วยเหลือคุณครูบุปผา หมุนสา ที่โรงเรียนวิชาวดี ต.ปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์ได้นะคะ
 เมื่อช่วงต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา แตบนำเรื่องนี้ไปไปโพสเชิญชวนเพื่อนสมาชิกในเวบบอร์ดนางงามที่แตบเป็นสมาชิกอยู่ เพื่อระดมความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆแล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน ซึ่งก็มีสมาชิกให้ความสนใจพอสมควร มีสมาชิกหลายคนติดต่อให้การสนับสนุนเข้ามาเป็นระยะๆ บางคนช่วยด้วยกำลังทรัพย์ไม่ได้แต่ก็ให้กำลังใจ บางคนอยู่ถึงต่างประเทศแต่ก็ยังมีน้ำใจโอนเงินมาสมทบมาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้อย่างไม่ลังเล ขณะเดียวกันเพื่อนๆที่ร่วมเป็นแกนนำก็อาสาช่วยกันระดมทุนในหน่วยงานของแต่ละคนเป็นการใหญ่ แตบเองก็ถือโอกาศนี้บอกบุญพี่ๆที่คุ้นเคยในระแวกบ้านด้วย ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี เมื่อโครงการเริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้น แตบจึงโทรศัพท์แจ้งกำหนดวันและเวลาในการเดินทางไปเยี่ยมเยียนคุณครูบุปผาให้ท่านทราบ แรกๆที่พูดคุยทางโทรศัพท์ ดูเหมือนท่านจะประหลาดใจพอสมควร แต่หลังจากที่แตบแนะนำตัวและอธิบายรายละเอียดแล้วท่านก็เข้าใจและยินดีเป็นอย่างยิ่ง

 และแล้ว วันที่ 28 ก.พ. 2552 ซึ่งเป็นกำหนดการณ์การเดินทางก็มาถึง แตบพร้อมเพื่อนสมาชิกกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งจึงออกเดินทางมุ่งหน้าไปยัง จ.นครสวรรค์ในเช้าวันนั้น ในรถคันที่เป็นกลุ่มของแตบมีสมาชิกรวม 5 คน ระหว่างทางมีเพื่อนสมาชิกคนหนึ่งยืนรอมอบอุปกรณ์เครื่องเขียนให้เราได้แวะรับด้วย เสียดายที่น้องคนนั้นติดสอบจึงร่วมเดินทางไปกับเราไม่ได้ ระหว่างทางมีเพื่อนสมาชิกที่ร่วมบริจาค(แต่ไม่ได้ร่วมเดินทาง)โทรศัพท์ติดต่อทักทายและให้กำลังใจเข้ามาเป็นระยะๆ ทำให้บรรยากาศที่อบอุ่นอยู่แล้วยิ่งทวีความอบอุ่นมากขึ้น มากถึงขนาดที่ทำให้เราลืมเรื่องระยะทางไกลๆไปเลยทีเดียว
  แตบและกลุ่มเพื่อนๆในรถ ต่างก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนานไปตลอดทาง ไม่ช้าไม่นานเราก็ถึงปั๊ม ปตท.ซึ่งเป็นจุดนัดหมาย มีเพื่อนอีกคนที่เดินทางมาจาก จ.กำแพงเพชร นั่งรอกลุ่มของเราอยู่ก่อนแล้ว และหลังจากนั้นไม่นานก็มีเพื่อนสมาชิกอีกคนเดินทางจาก จ.นนทบุรีมาสมทบ สรุปแล้วในการเดินทางไปบำเพ็ญประโยชน์ครั้งนี้ของพวกเรา มีสมาชิกที่ร่วมเดินทางทั้งหมด 7 คน
 หลังจากพูดจาทักทายกันพอหอมปากหอมคอ พวกเราก็ไม่รีรอ เริ่มลงมือตรวจนับและตรวจเช็คหลักฐานการบริจาคต่างๆทันที รวมยอดเงินบริจาคทั้งหมดได้ 23,600 บาท(สองหมื่นสามพันหกร้อยบาทถ้วน) นับว่าเป็นยอดเงินที่มากเกินกว่าที่เราคาดหมายเอาไว้เสียอีก ทุกคนยินดีปรีดากันถ้วนหน้า ที่เห็นยอดบริจาคมากมายอย่างนั้น พวกเราถ่ายรูปร่วมกันบริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อในตัวเมืองเพื่อเป็นหลักฐานในกิจกรรมอันบริสุทธิ์ครั้งนี้ ก่อนจะหอบเงินบริจาคที่รวบรวมได้ก้อนนั้นมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนวิชาวดี ซึ่งอยู่ถัดออกไปอีกไปไกลนัก ขับรถไม่นานก็ถึงทางเข้าโรงเรียน แต่ช่างเป็นทางเข้าโรงเรียนที่ค่อนข้างจะเปลี่ยว และลึกพอสมควร สองข้างทางมีแต่ต้นไม้ใหญ่และป่าหญ้ารกท่วม ไม่แปลกใจเลยค่ะ ที่หลายคนในจังหวัดนครสวรรค์ไม่เคยรู้จักโรงเรียนแห่งนี้มาก่อน และแล้วเราก็เดินทางถึงโรงเรียนวิชาวดีอันเป็นจุดหมายปลายทางของเรา ดูเหมือนว่างานเลี้ยงต้อนรับอะไรสักอย่างเพิ่งจะเลิกราไปเมื่อไม่ถึงชั่วโมงนี้เอง ทราบภายหลังว่า บ.ซีพี เดินทางมาเลี้ยงอาหารเด็กๆนั่นเอง(ดีใจแทนเด็กๆจัง) แตบมองเห็นคุณครูบุปผายืนมองรถยนต์ของพวกเราด้วยความประหลาดใจ(สงสัยครูคงจะจำที่แตบโทรนัดหมายไม่ได้..หรืออาจจะจำได้แต่ยังไม่แน่ใจ) แต่ยังไม่ทันที่พวกเราก้าวลงจากรถ ท่านก็ยิ้มต้อนรับพร้อมยกมือไหว้คณะสมาชิกของเราทุกคน จนพวกเราแทบยกมือขึ้นไหว้ครูแทบไม่ทัน ไม่รอช้าค่ะ พวกเรารีบชิงแนะนำตัวพร้อมบอกกล่าวจุดประสงค์ในการมาเยือนทันที ครูกล่าวต้อนรับ และขอบคุณพวกเราเป็นการใหญ่ รอยยิ้มของครูบ่งบอกถึงความปลาบปลื้มยินดี(สีหน้าและแววตาของครูเป็นภาพที่น่าประทับใจมากค่ะ) น้องๆคณะครูในโรงเรียนก็ออกมาไหว้สวีสดีพวกเราอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะกุลีกุจอหาน้ำท่ามาต้อนรับ
พวกเราอารัมบทกับครูเล็กน้อยก่อนจะมอบเงินบริจาคที่พวกเรารวบรวมได้จากทั่วสารทิศก้อนนั้นให้กับครูเพื่อเป็นทุนในการใช้จ่ายสำหรับเด็กๆต่อไป โดยไม่ลืมที่จะถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก ช่วงที่คุณครูบุปผาและทางโรงเรียนเลี้ยงอาหารกลางวันแก่พวกเรานั้น ท่านได้ให้เกียรติเล่าประวัติความเป็นมาของโรงเรียน และเปิดเผยถึงสาเหตุในการอุปการะเด็กยากจนให้พวกเราฟัง ทุกคนฟังด้วยความตั้งใจ บางช่วงบางตอนที่ครูเล่าทำเอาพวกเราหลายคนแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่เลยทีเดียว ถึงแม้จะเป็นการเล่าเรื่องราวในช่วงเวลาสั้นๆแต่ก็ทำให้เราได้รับรู้ว่า ความเสียสละของคุณครูบุปผานั้นมากมายกว่าที่แตบเคยรู้มาเสียอีก ถึงแม้จะมีหน่วยงานเอกชนหลายแห่งหยิบยื่นความช่วยเหลือมาให้เป็นระยะ แต่สภาพโรงเรียนที่พวกเราเห็นนั้นก็ยังดูไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปมากนัก ทั้งนี้เนื่องจากอาคารเรียนที่มีอยู่เพียงอาคารเดียวนั้นค่อนข้างจะเก่าแก่มากแล้ว เมื่อฤดูน้ำหลากมาถึง ชั้นล่างของอาคารหลังนี้จะถูกน้ำท่วมจนเสียหายทุกครั้งไป หากต้องปลูกสร้างใหม่คงจะไม่ไหวแน่นอน เนื่องจากต้องใช้เงินจำนวนมาก ทางเดียวที่พอทำได้คือ ปรับปรุงซ่อมแซมส่วนที่เสียหายไปเรื่อยๆ จนกว่าจะซ่อมไม่ไหวนั่นเอง แตบอดนึกเล่นๆไม่ได้ว่า ถ้าวันหนึ่งวันใด ไม่มีแม่พระอย่างคุณครูบุปผาแล้ว โรงเรียนแห่งนี้จะเป็นอย่างไร จะมีใครสืบสานเจตนารมณ์และอุดมการณ์ของครูต่อไปไหม? อนาคตของเด็กยากจนและเด็กเร่ร่อนจะเป็นอย่างไร?..คิดแล้วใจหายจริงๆค่ะ

เสียดายที่วันนั้นเรามีเวลาอยู่ไม่มาก เนื่องจากมีเพื่อนที่ร่วมเดินทางต้องรีบกลับไปทำภารกิจกิจที่อื่นต่อ แต่ก่อนกลับเราถ่ายรูปกับครูไว้เป็นที่ระลึก และสัญญาว่าจะหาโอกาศกลับไปเยี่ยมโรงเรียนวิชาวดีอีกครั้ง ท่านยิ้มขณะที่น้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้งยินดี แตบและเพื่อนๆในถานะที่เป็นผู้ให้ต่างปลาบปลื้ม และอิ่มเอมใจไปตามๆกัน ..นี่หรือเปล่านะ ที่เขาเรียกว่า "อิ่มบุญ"??
ยังมีคนดีในสังคมที่ยังต่อสู้อยู่อย่างโดดเดี่ยวในหลายรูปแบบ ถ้าหากไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป แตบอยากวิงวอนให้คุณผู้อ่านทุกคนลองกวาดตามองไปรอบๆตัวบ้างสักครั้ง หากมีโอกาสก็ลองหยิบยื่นความช่วยเหลือให้เขา หรือ เธอ เหล่านั้นบ้าง แล้วคุณจะรู้ว่า ความสุขที่เกิดจากการให้มันอิ่มเอมและยิ่งใหญ่มากว่าความสุขที่ได้จากผับ-บาร์หรือสถานบันเทิงที่คุณวิ่งเร่ตามหาเสียอีก
แตบขอถือโอกาสนี้ขอบคุณเพื่อนๆสมาชิกไทยมิสดอทคอมทุกคน และพี่-น้องนอกบอร์ดที่มี "น้ำใจ" และให้การสนับสนุนกิจกรรมครั้งนี้ ขอบคุณทุกคนที่ไม่ปล่อยให้คนดีของสังคมอย่าง "คุณครูบุปผา หมุนสา" ต้องโดดเดียวค่ะ

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เมื่อสิ่งที่เรียกว่าความเจริญเดินทางมาถึง

หลังจากที่หมกตัวอยู่แต่ในถ้ำมานานหลายเดือน แล้วในที่สุดวันนี้แตบก็มีโอกาสเดินทางออกนอกบ้านเข้าชุมชนเมืองเสียที(ไปซื้อของใช้ย่านบางกะปิ)
 ด้วยความที่ต้องย้ายภูมิลำเนามาอยู่ในหมู่บ้านย่านชานเมืองนี้เอง ที่ทำให้วิถีการดำรงชีวิตของแตบถูกปรับเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว จากคนที่หลงใหลความคึกคักของสังคมเมือง อันศิวิไลซ์ กลายมาเป็นคนรักความเงียบสงบและชีวิตเรียบง่าย มีความสุขกับการได้อยู่แต่ในบ้านกับต้นไม้และสัตว์เลี้ยงเสียอย่างนั้น อาจเป็นเพราะเหตุนี้เอง ที่ทำให้การออกนอกบ้านครั้งนี้เป็นไปแบบไม่ค่อยจะเต็มใจนัก แต่ก็ต้องไป

สิ่งแรกที่ทำให้รับรู้ถึงความรู้สึกแปลกๆของตัวเองนั่นคือน้ำหนักเท้าและจังหวะก้าวย่าง แตบรู้สึกมันไร้น้ำหนักยังไงไม่รู้ เหมือนกำลังขาดสมดุลย์อะไรบางอย่างไป คิดๆดูก็อดขำตัวเองไม่ได้นะคะเนี่ย ไม่นึกว่าระยะเวลาเพียง 4 ปีจะเปลี่ยนแปลงความเป็น "มาดามแตบ" ได้ถึงเพียงนี้ แต่ก็เอาเถอะ นานๆจะออกไปดูโลกภายนอกบ้าง ถือเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศก็แล้วกัน แตบนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างจากในหมู่บ้านไปรอรถตู้ที่ปากทางอีกต่อหนึ่ง ช่วงนี้ในย่านชุมชนของแตบกำลังมีการก่อสร้างปรับเปลี่ยนยกระดับถนนใหญ่เพื่อหนีน้ำท่วมหลังจากที่ทางเขตปล่อยให้มันมีสภาพไม่ต่างจากคลองในทุกฤดูฝนติดต่อกันมานานหลายปีดีดัก บรรยากาศบริเวณดังกล่าวจึงเต็มไปด้วยหลุม-บ่อ และฝุ่นผงฟุ้งกระจาย เห็นแล้วอดนึกถึงถนนในย่านชนบทเมื่อ 20 ปีก่อนไม่ได้จริงๆ บริเวณที่เคยเป็นศาลารอรถประจำทาง ถูกรื้อถอนออกไป และแทนที่ด้วยเพิงสังกะสีสภาพขี้ริ้วขี้เหร่ ใต้หลังคาเพิงแห่งนั้นมีชายวัยกลางคนนั่งรอรถอยู่ก่อนแล้ว แกกำลังกินอะไรสักอย่างจากถุงก๊อบแก๊บ(ท่าทางเอร็ดอร่อย) กินเสร็จตาลุงก็เหวี่ยงถุงใบนั้นทิ้งลงพื้นด้านหลังเพิงไปอย่างไม่ใยดี ทำให้บริเวณโดนรอบที่มีขยะเกลื่อนกลาดอยู่ก่อนแล้วเพิ่มจำนวนขึ้นอีก 1 ชิ้น ปล่อยให้ถังขยะใบใหญ่ใกล้เพิงยืนมองด้วยความหิวโหย แตบเองก็ได้แต่มองดูอย่างอ่อนใจเท่านั้นเอง ทุกครึ่งชั่วโมง ถึงจะมีรถตู้โดยสารผ่านมาสักคัน ถ้าที่นั่งเต็มผู้โดยสารก็ต้องเสียเวลายืนรออีกไม่ต่ำกว่า 30 นาทีเลยทีเดียว แต่ก็ไม่แน่ว่ารถเที่ยวต่อไปจะมีที่นั่งเหลืออยู่หรือเปล่า..ต้องวัดดวงกันแล้วล่ะ

สำหรับคนที่รีบร้อน แท็กซี่ และรถสองแถวจึงเป็นทางเลือกในลำดับถัดมา แต่แตบไม่ชอบนั่งรถสองแถว และเสียดายเงินค่าแท็กซี่ จึงสมัครใจที่จะยืนรอรถตู้ด้วยความใจเย็นต่อไป ขณะที่รอรถแตบก็คิดโน่นคิดนี่ไปเรื่อยเปื่อยตามประสา ไม่ช้าไม่นานรถโดยสารที่แตบรอก็โฉบเข้ามาจอดรับแตบกับตาลุงมักง่ายคนนั้น แต่ไม่ทันที่รถจะจอดสนิท ยัยซิ้มแต่งตัวดีคนหนึ่งก็โผล่มาปาดหน้าเพื่อแซงขึ้นรถเป็นคนแรกเสียดื้อๆ ที่แย่ไปกว่านั้นคือเหลือที่สำหรับผู้โดยสารคนเดียวซึ่งมันตกเป็นของยัยซิ้มไปแล้ว ปล่อยให้แตบกับตาลุงคนนั้นยืนเก้อด้วยอาการมึนงงไปชั่วขณะ ถ้านับตามคิวแล้ว ที่ตรงนั้นควรจะเป็นของตาลุงมักง่ายด้วยซ้ำไป แต่ก่อนที่แตบจะตัดสินใจโบกมือเรียกแท็กซี่นั้น ผู้ชาย 2 คนที่เบาะหน้า(ท่าทางเป็นเพื่อนคนขับ)ก็ลงจากรถเพื่อสละที่นั่งให้เรา แตบได้ยินแค่ว่า.. "ไม่เป็นไรใกล้ถึงแล้ว เดี๋ยวต่อสองแถวดีกว่า" แตบกับตาลุงมักง่ายจึงได้ที่นั่งโดยบังเอิญ ถึงแม้แตบจะอารมณ์เสียกับพฤติกรรมของยัยซิ้มเห็นแก่ตัวแต่ก็ไม่ลืมที่จะหันไปกล่าวขอบคุณผู้ชายปอนๆ 2 คนนั้นที่เสียสละที่นั่งให้กับแตบ

ตลอดทางที่แตบนั่งรถไปนั้น แตบก็คิดโน่นคิดนี้ไปเรื่อย นึกถึงภาพตาลุงมักง่ายตอนที่แกเหวี่ยงขยะลงพื้นไป นี่ถ้าเป็นสมัยผู้ว่า ดร.พิจิตรล่ะก็ ตาลุงคงจะถูกจับปรับไปแล้วแน่นอน และพอนึกถึงพฤติกรรมเห็นแก่ตัวของยัยซิ้มไร้มารยาทก็อดนึกถึงการอบรมสั่งสอนของแม่แตบไม่ได้ แม่แตบเป็นคนบ้านคอกนาและเรียนจบแค่ชั้น ป.4 ก็จริง แต่แม่ก็รู้จักปลูกฝังลูกเรื่องมารยาทผู้ดีให้ลูกมาโดยตลอด สำหรับยัยซิ้มคนนี้แตบว่าท่าทางแม่ของแกคงจะลืมสอนเรื่องนี้ไปแน่ๆเลย หรืออาจจะสอนแต่แกไม่เคยจำ แต่ก็เอาเถอะค่ะ ถึงแกไม่ตัดหน้าแย่งที่นั่ง แตบก็จะเสียสละให้แกอยู่ดี เพียงแต่รู้สึกอ่อนใจกับพฤติกรรมของคนประเภทนี้เท่านั้นเอง การที่ได้เดินทางออกนอกบ้านหนนี้ แตบได้เห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทั้งสิ่งปลูกสร้างรูปทรงทันสมัยที่นับวันจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆราวกับดอกเห็ด ได้เห็นการปรับปรุงสภาพถนนเพื่อรองรับการขยายตัวของชุมชน ได้เห็นความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีอันล้ำสมัยตามศูนย์การค้า ได้เห็นผู้คนใส่ใจรูปร่างหน้าตาและการแต่งตัวให้ดูดีมากขึ้น(สังเกตุจากป้ายโฆษณาน้อยใจตามสถานที่ต่างๆ) แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเลยนั่นคือ "สันดานคน"

เมื่อสิบปีที่แล้ว คนไทยจำนวนมากในสังคมเมืองมักง่ายและเห็นแก่ตัวอย่างไร ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น เผลอๆแย่ลงกว่าเดิมหลายเท่าตัวด้วยซ้ำ มันเป็นอะไรที่มาพร้อมความเจริญทางด้านวัตถุจริงๆ ตกลงแล้วเรื่องนี้เป็นความผิดของวัตถุ หรือตัวบุคคล เก็บไปคิดดูเล่นๆก็แล้วกันนะคะ(หมายถึงคิดเล่นๆ อย่าคิดจริงๆ..เดี๋ยวปวดหัว)