วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

มรสุม

ว้า!..เกริ่นไว้แต่แรกว่าขอเวลาไปจัดสวนหลังบ้าน 2 วัน แต่พอเอาเข้าจริงๆกลับกลายเป็น 4 วันซะนี่ อาจเป็นเพราะว่าแตบลงมือทำเองคนเดียวทั้งหมดก็ได้มั้งคะ จะโทษใครก็ไม่ได้เพราะแตบชอบที่จะทำอะไรด้วยตัวเองอยู่แล้ว กว่างานจะเสร็จสิ้นได้ มือไม้แตบก็แตกบวมไปหมด มิหนำซ้ำยังได้อาการปวดเมื่อยเป็นของแถมมาอีกต่างหาก แต่เมื่องานเสร็จสิ้น และเห็นผลงานของตัวเองแล้วก็ภูมิใจมากมาย..แต่ว่ายังเหลือส่วนของสวนหน้าบ้านอีกนะคะเนี่ย (คงต้องรอสักพักใหญ่ๆ เพราะตอนนี้งบหมดแล้ว อิอิ)
..มาเข้าเรื่องตามชื่อตอนกันดีกว่านะคะ .......

เวลาที่เห็นคนๆหนึ่งประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านความรัก,หน้าที่การงาน หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เรียกว่า "ประสบความสำเร็จ" คุณผู้อ่านเคยแอบคิดตั้งคำถามหรือไม่ว่า "เขาคนนั้นประสบความสำเร็จได้อย่างไร?" แน่นอนค่ะ มนุษย์ทุกคนเกิดมาในโลกนี้ ย่อมต้องเคยผ่านช่วงชีวิตที่เลวร้ายมาด้วยกันแทบทั้งสิ้น จะต่างกันที่ผ่านมามาก หรือ ผ่านมาน้อย เท่านั้นเอง แต่สำหรับแตบแล้ว ก่อนที่จะมีชีวิตรักในครอบครัวอบอุ่น+สุขสันต์ ได้อย่างทุกวันนี้ได้ แตบก็ต้องเผชิญ "มรสุมชีวิต" มามากมายเหมือนกัน มีหลายครั้งที่แทบเอาชีวิตไม่รอด แต่ว่า..แตบก็ผ่านมันมาได้ในที่สุด

 เมื่อปี 2540 (หลังจากที่แตบกับแฟนคนปัจุบันนี้ อยู่กินกันมาได้ระยะหนึ่ง)ประเทศไทยต้องเผชิญภาวะวิกฤติของเศรษฐกิจโลก(ปรากฏการณ์ฟองสบู่แตก) ด้วยภาวะของสถานการณ์เลวร้ายทางเสรษฐกิจนี้ ได้ส่งผลให้ทุกบริษัททั่วประเทศต้องเลิกจ้างพนักงานบางส่วนเพื่อความอยู่รอดของหน่วยงาน แตบเองในฐานะพนักงานดีเด่นของแผนกและของหน่วยงานในตอนนั้น ก็พลอยติดร่างแหไปด้วย แต่ด้วยความที่ก่อนจะถูกเลิกจ้างนั้น แตบกับแฟนใช้ชีวิตอย่างประมาทและเที่ยวสนุกสนานไปวันๆ จึงทำให้ไม่มีเงินเก็บติดตัวเลยแม้แต่บาทเดียว จะมีก็เพียงเงินจำนวน 2 หมื่นเศษๆที่แตบได้รับชดเชยจากการเลิกจ้าง ช่วงนั้นแฟนของแตบเองก็เพิ่งเริ่มงานที่ใหม่ได้ไม่นาน กว่าจะถึงกำหนดรับค่าแรงก็ต้องรอในเดือนถัดไป ดังนั้นเงินชดเชยที่แตบได้รับมาจึงเป็นเงินก้อนเดียวและก้อนสุดท้ายที่จะต่อชีวิตให้เราสองคนได้สักระยะเท่านั้นเอง บรรยากาศวันสุดท้ายในการทำงานของแตบกับเพื่อนๆ เต็มไปด้วยความห่อเหี่ยวเหลือเกิน ทุกอย่างดูหม่นหมองและชวนเศร้าไปเสียหมด พวกเราแทบไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น เพราะคิดว่าถึงจะทำไป กลุ่มผู้บริหารของหน่วยงานก็คงไม่มีทางเห็นคุณค่าถึงขั้นเปลี่ยนใจไม่เลิกจ้างพวกเราอยู่ดี วันนั้นเองที่"พี่แดง" หัวหน้างานคนหนึ่งที่ถูกเลิกจ้างด้วยเช่นกัน ได้เข้ามาพูดคุยปลอบใจและเตือนสติแตบว่า "ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดจนวินาทีสุดท้ายนะน้อง ถึงใครไม่เห็น แต่เราก็รู้อยู่แก่ใจ" ใช่ค่ะ คำพูดของพี่แดงทำให้แตบสามารถกัดฟันทำหน้าที่ของตัวเองในวันสุดท้ายของการทำงานได้จนสำเร็จลุล่วงไปได้ในที่สุด หลังถูกเลิกจ้าง แตบกับเพื่อนๆร่วมชะตากรรมต่างก็ออกตระเวนหางานอยู่หลายวัน แต่การหางานในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจเช่นนี้มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย นับวันเงินติดตัวของแตบยิ่งร่อยหรอลงเรื่อยๆ บ่อยครั้งที่แตบแอบรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง และบ่อยครั้งที่ได้ยินคำพูดเยาะเย้ย ถากถางจากเพื่อนพนักงานที่ไม่ถูกเลิกจ้าง นี่ถ้าเป็นเมื่อก่อนแตบคงจะต่อยเจ้าพวกปากชั่วนั้นให้ล้มคว่ำไปแล้ว แต่ด้วยความที่แตบรู้จักยอมรับสภาพตัวเองได้ แตบจึงไม่ใส่ใจคำพูดในเชิงลบของคนเหล่านั้น ตรงกันข้าม แตบ กลับรู้สึกว่ามันเป็นยากระตุ้นชั้นดี ที่ทำให้แตบลุกขึ้นมาฮึดสู้ต่อไปซะด้วยซ้ำ ดังนั้นแตบจึงมุ่งมั่นตระเวนสมัครงานต่อไป สมัครไว้หลายที่แต่คำตอบที่ได้รับก็คือ "เดี๋ยวจะติดต่อกลับไป" และ "เดี๋ยวจะติดต่อกลับไป" ซึ่งแตบเพิ่งมาทราบทีหลังว่า นี่เป็นการตอบปฏิเสธที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกดีเท่านั้นเอง ระยะเวลาหลายเดือนที่แตบตกงานอยู่นั้น แตบเริ่มเห็นสัจธรรมในข้อที่ว่า "มิตรแท้ มักจะเห็นได้ในยามยาก" ใช่ค่ะ สิ่งที่แตบเคยเรียกว่า "เพื่อน" ต่างหลบลี้หนีหน้าไปตามๆกัน บางคนเคยพูดจา-หยอกล้อสนิทสนมเมื่อสมัยเคยร่วมงาน กลับทำเฉยเมยเย็นชา เดินสวนทางก็แกล้งมองไม่เห็นเสียดื้อๆ บางคนก็พูดคุยกับเราด้วยอาการเร่งรีบคล้ายมีธุระจะต้องรีบไปในบัดดล ทั้งที่ก่อนแตบจะทักทายเธอก็ยังมีอาการนวยนารถทอดน่องอยู่เลย อิอิ แตบไม่โทษคนพวกนั้นหรอกนะคะ กลับจะขอบคุณเสียด้วยซ้ำที่ทำให้แตบได้รู้จักคำว่า "มิตรแท้" และ "มิตรเทียม" ได้ดียิ่งขึ้น

 ด้วยความที่แตบเคยได้รับความเอ็นดูจากอดีตผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานที่เลิกจ้างมานั้น ช่วงที่แตบยังตกงาน ท่านก็เมตตาโทรศัพท์มาถามไถ่ทุกข์สุขเป็นระยะๆ พอทราบว่าแตบยังหางานไม่ได้ ท่านก็เมตตาจ้างแตบไปทำสวนให้ สัปดาห์ละครั้ง แต่ละครั้งแตบได้ค่าแรง 300 บาท แต่น่าแปลกใจเหลือเกิน ที่ 300 บาทของแตบในช่วงตกงานนี้ มันช่างเป็นเงิน 300 บาทที่แตบรักและเห็นคุณค่าอย่างไม่น่าเชื่อ เป็นอันว่า กว่าที่แตบจะได้งานใหม่ทำตามความถนัดนั้น แตบก็ต้องเดินทางไปทำสวนให้อดีตเจ้านายเป็นระยะเวลาหลายเดือนติดต่อกันเลยทีเดียว ถึงจะเป็นงานกลางแจ้งที่ทั้งเหนื่อยและหนัก แต่แตบก็ไม่เคยเกี่ยง เพราะอย่างน้อยๆ ก็ถือว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่แตบจะหาเงินมาสมทบเป็นค่าใช้จ่ายร่วมกับแฟนได้นั่นเอง

เรื่องราวที่เล่ามานี้เป็นเพียงบททดสอบชีวิตบทแรกสำหรับแตบเท่านั้นเองค่ะ เพราะหลังจากที่แตบได้งานแห่งใหม่แล้ว ชีวิตแตบต้องเผชิญ "มรสุมชีวิต" ลูกแล้วลูกเล่าจนแทบเอาชีวิตไม่รอดเลยทีเดียว..ติดตามอ่านในตอนต่อไปนะคะ

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เนื้อคู่

นึกตัดสินใจในเรื่องที่จะเขียนอยู่ 2-3 วันค่ะ เนื่องจากแตบมีเรื่องเล่ามากมายเต็มสมองไปหมด มันเยอะแยะจนบางครั้งเลือกไม่ถูกเลย สุดท้ายแตบก็ต้องอาศัยพื้นฐานความเป็นศิลปินของตัวเองมาช่วยในการตัดสินใจ เพราะผลงานของศิลปินเกิดจากพื้นฐานของอารมณ์เป็นที่ตั้งนั่นเอง

 วันนี้อากาศช่วงเช้าๆเย็นสบายดีอีกแล้ว แตบจึงมีข้ออ้างในการตื่นสายได้ ตื่นมาก็เห็นสามีรดน้ำต้นไม้ และกวาดล้างหน้าบ้านแกร่กๆ(วันนี้วันหยุดของเธอ) ดีจังเลย นานๆจะเห็นสามีลุกขึ้นมาช่วยงานบ้านสักที เท่ากับว่าวันนี้แตบลดภาระงานบ้านไปได้ 2 อย่างแล้วล่ะ อิอิ ขณะที่แตบนั่งจิบกาแฟ พรางนั่งมองสามีทำงานบ้านไปนั้น แตบมองไม่เห็นอะไรมากมาย นอกจากผู้ชายอ้วนๆที่พุงกระเพื่อมตลอดเวลาที่เคลื่อนไหวไป-มาเท่านั้นเอง ว๊าย+กรี๊ดๆ! เท่านั้นค่ะงานนี้ ตายจริง ทำไมคุณเธอถึงได้อ้วนลงพุงมากขนาดนั้น ในขณะที่แตบยังผอมแห้งอยู่อย่างเก่า แต่คิดไปคิดมาก็ต้องทำใจค่ะ เพราะอีกเพียงแค่เดือนเศษๆ ก็จะถึงครบรอบ 13 ปีในการใช้ชีวิตร่วมกันของเราแล้ว พูดถึงมันก็นานพอที่สามีของแตบจะต้องถึงวัยแห่งการเปลียนแปลงทางกายภาพแล้วล่ะ ส่วนที่แตบยังมีน้ำหนักคงที่อยู่นั้นก็ถือเป็นความโชคดีส่วนบุคคลก็แล้วกันค่ะ

 จริงๆแล้วสามีแตบคนนี้ไม่ใช่คนแรกและคนเดียวหรอกค่ะ เพราะแตบเริ่มมีแฟนมาตั้งแต่อายุ 19 แล้ว แฟนคนแรกก็ทำให้อกหักครั้งแรกพร้อมๆกัน ตอนนั้นเสียศูนย์มากมายค่ะ เจอหน้าใครก็อดไม่ได้ที่จะพร่างพรูระบายความเจ็บช้ำให้ฟังอย่างไม่เลือกหน้า(คาดว่าผู้ฟังคงเซ็งแตกไปตามๆกันแน่นอน) แตบใช้เวลาทำใจอยู่นานร่วม 2 ปีเลยทีเดียว แต่พอตัดใจจากประสบการณ์อันเลวร้ายได้สิ้นซาก ทุกอย่างกลับโล่งสบายอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อหายดีแล้วก็อดไม่ได้ที่จะย้อนกลับไปมองสิ่งที่เรียกว่า "ความโง่เง่าของตัวเอง" เออนะ..ความรักนี่ก็ทำให้คนคิดอะไรเพี้ยนๆได้เหมือนกัน ทั้งที่มันเป็นแค่นามธรรมเท่านั้นเอง หลังจากนั้นแตบก็เฉยๆกับเรื่องความรักมาตลอด มีแฟนที่อยู่กินด้วยกันมาหลายคน คนละปี สองปี แต่แตบก็ไม่คาดหวังอะไร เพราะบอกตัวเองเสมอว่า "ถ้ามันใช่มันก็ใช่ แต่ถ้าไม่ใช่ มันก็จะไม่ใช่" อีกอย่างเรื่องของความรักและเนื้อคู่มันก็เหมือนการซื้อหวยค่ะ บางคนดวงไม่ดี ต่อให้ซื้อทุกงวดๆละมากๆก็ไม่มีทางถูก ในขณะที่คนดวงดีซื้อแค่ตัวเดียวกลับถูกรางวัลเสียงั้น สำหรับแฟน(สามี)คนปัจจุบัน เราพบกันครั้งแรกในคืนส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่เมื่อเกือบ 13 ปีที่แล้วค่ะ คืนนั้นเพื่อนที่ทำงานของแตบชวนไปเที่ยวผับเกย์แห่งหนึ่ง ด้วยความที่แตบไม่เคยเที่ยวสถานที่แบบนี้มาก่อน บวกกับแตบเพิ่งเลิกรากับแฟนอีกคนไปหมาดๆ จึงอยากออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง ไม่นึกเลยว่าการไปเที่ยวหย่อนใจครั้งนี้ของแตบจะทำให้มีโอกาสพบเจอกับสามีคนปัจจุบันได้ ทั้งๆที่วันนั้นเราพบเจอกันครั้งแรก และมีโอกาสทักทายกันไม่กี่คำ แต่สุดท้ายเราก็กลับไปค้างด้วยกันอย่างง่ายดาย พอตกรุ่งเช้าเธอก็ขอมาอยู่ด้วยทันที เล่นเอาแตบเกิดอาการเอ๋อรับประทานไปเลยค่ะ เนื่องจากไม่ทันตั้งตัวแต่อย่างใดนั่นเอง และที่สำคัญเรายังไม่ได้ศึกษานิสัยใจคอกันมาก่อนด้วยซ้ำ นี่ถ้าแตบปฏิเสธไปตั้งแต่ครั้งนั้น ก็ไม่รู้ว่าปัจจุบันนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง ชีวิตแตบจะมีผู้ชายพุงพลุ้ยที่เดินไปเดินมาคอยทำงานหาเลี้ยงแตบเหมือนตอนนี้หรือเปล่าหนอ..??

 เรื่องราวชีวิตคู่ของแตบเป็นไปอย่างเปิดเผย และเป็นที่ยอมรับของครอบครัวทั้งสองฝ่ายค่ะ โดยเฉพาะครอบครัวของแตบซึ่งรักและเอ็นดูลูกเขยคนนี้(สามีของลูกชาย)อย่างมากมาย อันเป็นเหตุให้มีเกย์แอบจิตหลายคนในหมู่บ้านที่นำวิถีทางของแตบไปใช้เป็นแรงบันดาลใจในการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง ทีละคนสองคน และไม่รู้ว่าทุกวันนี้ประชากรเกย์ในหมู่บ้านของแตบจะเพิ่มปริมาณขึ้นเป็นกี่คนแล้ว..เรื่องนี้อย่ามาโทษแตบนะคะ

ทุกครั้งที่แตบกลับบ้าน ตจว.พร้อมสามี เพื่อนเกย์ในหมู่บ้านก็มักจะแวะเวียนมาชื่นชม+ถามไถ่เคล็ดลับการครองเรือนกับแตบเสมอ แตบเองก็ไม่ได้แนะนำอะไรมากมายค่ะ เพราะเรื่องการครองรักมันเป็นศิลปะที่ละเอียดอ่อนและมีรูปแบบเฉพาะกับบุคคลนั้นๆแตกต่างกันออกไป แต่ไม่ลืมที่จะย้ำว่า "คิดดี ทำดี จริงใจ และเข้าใจกันให้มากๆก็พอ" ส่วนผลลัพท์ที่เหลือหลังจากนั้นก็ต้องรอดูกันต่อไป บอกแล้วไงคะ ว่าเรื่องเนื้อคู่ บางทีมันก็เหมือนกับการซื้อหวย และที่สำคัญ แตบอาจเป็นคนที่บังเอิญโชคดีถูกรางวัลเท่านั้นเองค่ะ อิอิ

วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

กล้วยไม้ป่าที่หายไป

ชีวิตจริงนอกจอคอมพิวเตอร์แล้ว แตบเป็นคนที่มีชีวิตเรียบง่าย รักความสงบแบบสันโดษ และชอบที่จะมีชีวิตอยู่กับธรรมชาติมากค่ะ ถึงแม้ว่าบริเวณบ้านของแตบจะมีเนื้อที่อยู่น้อยนิด แต่แตบก็จะปลูกไม้ประดับจนรกครื้มไปหมด ไม่เว้นแม้แต่ภายในบ้าน แตบก็ตั้งวางกระถางต้นไม้ชนิดต่างๆทั่วทุกมุมจนเต็มไปหมด เวลาทำความสะอาดบ้านประจำวันจึงเต็มไปด้วยความยากลำบากพอสมควร แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ บ้านแตบทุกซอกทุกมุม ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "ความสกปรก" แน่นอน เนื่องจากว่า แตบเป็นคุณนายเจ้าระเบียบยังไงล่ะคะ
ไม้ประดับที่แตบปลูกอยู่ก็มีหลายชนิดค่ะทั้งบอนกระดาษที่ใบเท่ากระด้ง และสูงใหญ่ร่วม 2 เมตร(น่าภูมิจมากๆ),สาวน้อยปะแป้ง,พลูด่าง,จันทร์ผา ,จั๋ง และที่แตบจำชื่อไม่ได้อีกมากมายหลายชนิด ส่วนบริเวณหลังบ้านนั้น เป็นพื้นที่สำหรับกล้วยไม้ล้วนๆค่ะ แตบเป็นคนที่ "รักกล้วยไม้" มากๆ โดยเฉพาะกล้วยไม้ป่าทุกชนิด เรียกได้ว่าดูแลประคบประหงมสุดฤทธิ์สุดเดชเลยทีเดียว เจ้ากล้วยไม้ป่าที่หลังบ้านก็ไม่ทำให้ผิดหวังค่ะ เลี้ยงมาได้ไม่ถึง 2 ปี แต่ก็ผลัดกันทะยอยออกดอกมาให้ชื่นชมอย่างต่อเนื่อง พูดแล้วภูมิใจที่สุด เนื่องจากแตบไม่ได้ใช้ปุ๋ยเร่งดอกเหมือนที่คนปลูกกล้วยไม้ทั่วไปเขาทำกันเลย หลายครั้งที่มีคนถามว่า ทำไมไม่นำกล้วยไม้มาแขวนโชว์ที่หน้าบ้าน? แตบว่าไม่จำเป็นหรอกค่ะ ปลูกเก็บไว้ดูและชื่นใจเองดีกว่า มันก็เหมือนการทำความดีนั่นแหละ ถ้าเราทำดีเราก็รู้และมีความสุขของเราเอง จำเป็นด้วยหรือที่ต้องไปป่าวประกาศให้ใครรู้..จริงมั๊ยคะ?
เมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว แตบมีโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่ ตจว.ค่ะ ด้วยความที่นึกถึงบรรยากาศตอนเข้าป่าเก็บกล้วยไม้สมัยเด็กๆ แตบจึงออกท่องไพรและปีนเขาตามประสาหญิงสาวผู้สดสวยแต่ซุกซน(ไปคนเดียว) ทั้งที่ไม่มั่นใจเลยว่าจะมีกล้วยไม้หลงเหลือให้เชยชมหรือไม่ เนื่องจากสภาพป่าเขาในปัจจุบันช่างแตกต่างกับเมื่ออดีตลิบลับ บริเวณที่เคยเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ได้กลายสภาพเป็นเทือกสวนไร่นาของชาวบ้านไปเกือบหมด ภูเขาที่เคยมีต้นไม้ใหญ่หนาแน่นก็ดูโล่งตาเหลือเพียงไม้เล็กหรอมแหรม จวนเจียนจะเป็นภูเขาหัวล้นเต็มที แล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามที่วิตกจริงๆค่ะ ภูเขาในระแวกหมู่บ้านของแตบแทบไม่หลงเหลือกล้วยไม้ให้เห็นเลย ทั้งที่ครั้งหนึ่งในอดีต แค่เดินเข้าชายป่าท้ายหมู่บ้านจะพบเจอกล้วยไม้หลากหลายชนิดผลิดอกออกช่อท้าทายสายตาอยู่บนต้นไม้ไล่ลงมาถึงพื้นดินจนเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นช้างกระ,เอื้องผึ้ง,เอื้องสาย,เข็มแสด,ม้าวิ่ง และอีกมากมายหลากหลายสายพันธุ์
เป็นอันว่า ระยะเวลา 1 สัปดาห์เต็มที่แตบดั้นด้นเข้าป่าหากล้วยไม้นั้น แตบได้หน่อกล้วยไม้ป่ากลับมาปลูกที่ กทม.เพียงไม่เท่าไหร่เองค่ะ และก่อนวันที่แตบจะเดินทางกลับ กทม.นั้น แตบได้พูดคุยกับเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่ง จึงได้รู้ว่า มีพ่อค้าจาก กทม.มากว้านซื้อกล้วยไม้ป่าจากชาวบ้านอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งก็ได้กล้วยไม้กลับไปคราวละเต็มรถกระบะเลยทีเดียว ฟังคำบอกเล่านี้แล้วใจหายเหลือเกิน นี่แหละค่ะสาเหตุที่กล้วยไม้ป่าในหมู่บ้านของแตบหายไป คิดแล้วเศร้าใจกับความโลภของมนุษย์จริงๆ..เพื่อเงิน มนุษย์บางจำพวกสามารถทำได้ทุกอย่าง

วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ฮีโร่..เพื่อใคร?

ช่วงนี้รู้สึกว่าตัวเองไม่ดีเลยค่ะ แก่แล้วยังไม่วายทำตัวเกเรอีก สาเหตุก็มาจาก การที่เห็นเพื่อนหรือคนที่เรารู้จักมักคุ้น และผู้คนรอบตัวถูกรังแกนั่นเอง ไม่รู้เป็นไง นะคะ ทั้งที่เรื่องของตัวเองก็ไม่ใช่ แต่ก็อดใจไม่ได่ที่จะต้อง แถเข้าไปปกป้องทุกที แต่สงสัยปกป้องเกินเหตุไปหน่อย เลยพลอยทำให้ใครต่อใครเขามองเราแย่ไปตามๆกัน อดถามตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่า "มันคุ้มแล้วหรือ?"

 อย่างที่แตบเคยบอกกล่าวไปแล้วนะคะว่า สมัยที่แตบยังเป็นเด็ก แตบชอบดูหนังแนวต่อสู้ ชนิดที่บู๊ดุเดือด มากเป็นชีวิต จิตใจ ยิ่งหนังเรื่องไหนที่พระเอก-นางเอกเป็นฮีโร่ด้วยแล้ว ยิ่งชอบใจเข้าไปใหญ่ ถึงแม้ว่าหนังจะจบไปแล้วแต่แตบก็ยังเก็บความประทับใจอันนั้นเอาไว้ไม่ลืมเลือน เป็นผลให้เกิดสัญญากับตัวเองในใจเรื่อยมา ว่าสักวันเราจะเป็นอย่างฮีโร่ในหนังให้ได้(ตามประสาเด็กๆ) จวบจนกระทั่งแตบเติบใหญ่เจริญวัยเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ที่อายุเกือบจะ 40 ในอีก ปีกว่าๆที่จะถึงนี้ แตบก็ยังไม่เคยลืมเลือนความรู้สึกภาคภูมิของการเป็นฮีโร่จากเมื่อครั้งยังเยาว์ได้ หรืออาจเป็นเพราะแตบมีสายเลือดนักเลงของพ่อ-แม่นะ ที่ทำให้แตบมีความ "สู้คน" มากเกินเหตุอย่างนี้

 วันนี้แตบตื่นเช้าเป็นวันที่สองในรอบเดือน(ปกติจะตื่นช่วงบ่ายแก่ๆ) อากาศช่วงต้นฤดูหนาวฉาบด้วยลมเย็นอ่อนๆ ทำให้รู้สึกสะท้านได้เล็กๆ แต่ก็เย็นสดชื่นดี บรรยากาศตอนเช้าตรู่แถวบ้านแตบจะค่อนข้างเงียบสงบค่ะ ด้วยความเงียบสงบนี้เองมั้ง ที่ทำให้แตบมีสมาธิคิดทวบทวนพฤติกรรมที่ผ่านมาของตัวเองได้ คำถามต่างๆผุดขึ้นมากมายในสมอง แต่แตบก็ไม่สับสนหรอกค่ะ ค่อยๆใช้สมาธิที่มีอยู่จับเรียงลำดับ มาปะติดปะต่อกันที่ละข้อ สองข้อ ได้จนครบถ้วน จากนั้นก็ค่อยๆหาคำตอบให้กับตัวเองไป มิน่าล่ะคะ พระท่านถึงสอนว่า "สมาธิมา ปัญญาเกิด" ในที่สุดแตบก็ได้คำตอบในข้อที่ว่า "ฮีโร่..เพื่อใคร?" ใช่ค่ะ การเป็นฮีโร่ของพระเอก-นางเอกในหนังนั้น เพื่อช่วยเหลือปกป้องเพื่อนมนุษย์ที่กำลังเดือดร้อน และ ถูกรังแก ให้ได้รับความปลอดภัย มีความสุขในการดำเนินชีวิตต่อไป แต่ทั้งหมดทั้งมวล มันเป็นแค่เหตุการณ์สมมุติที่เกิดจากจินตนาการทั้งสิ้น ในขณะที่ชีวิตจริงของคนเรา มันคงยากที่เราจะไปช่วยใครต่อใครได้มากมายทั่วถึงอย่างนั้น เพราะเราเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่มีแค่ 2 มือ เท่านั้นเอง แต่ต่อให้เราเก่งกาจสามารถแค่ไหน ก็ใช่ว่า ใครต่อใครจะเห็นดีเห็นงามในวิธีการของเราด้วย ดีไม่ดีเราจะกลายเป็นฝ่ายที่ทำร้ายตัวเองอย่างไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ อย่างน้อยๆก็ต้องมีคนถามว่า "เรื่องอะไรของเธอยะ..แส่อะไรด้วย?" ซึ่งถ้าเก็บมาคิดดูให้ดีแล้ว คำนี้มันรุนแรงยิ่งกว่าการถูกตบหน้าด้วยรองเท้าเสียอีก และลองคิดดูในทางกลับกัน หากฮีโร่อย่างเราเป็นฝ่ายถูกทำร้ายบ้าง..จะมีใครกล้าหาญมาช่วยบ้างไหม?..อาจจะพอมี หรืออาจจะไม่มี ซึ่งนั่นก็หมายความว่า "คงหายากพอสมควร"

 อืมม์..จริงๆด้วยค่ะ หลายครั้งที่ผ่านมาแตบจะเป็นฝ่ายแส่ไปเอง ทั้งๆที่บางครั้งเราไม่เคยรู้ข้อเท็จจริงอะไรมาก่อนด้วยซ้ำ แต่เรากลับโดดเข้าไปต่อสู้ห้ำหั่นใครต่อใครอย่างไม่ลืมหูลืมตา ลองคิดๆดูว่า หากเขาคนนั้นเป็นคนดีจริง มันก็ดีไป แต่หากเป็นคนที่ตรงกันข้าม ก็เท่ากันเราปกป้องคนผิด นอกจากสังคมจะรุมประณามแล้ว ไอ้เจ้าคนที่เรากำลังปกป้องอยู่นั้น คงแอบคิดเย้ยหยันเราอยู่เงียบๆว่า "โธ่เอ๊ย..นังโง่!" ก็เป็นได้

หากใครมีวิถีชีวิตที่คล้ายคลึงกับแตบก็ลองเก็บเอาไปคิดดูนะคะ เผื่อจะได้คำตอบที่ดีๆให้กับตัวเอง ที่สำคัญ ถึงคุณจะเป็นฮีโร่ให้สังคมไม่ได้ แต่คุณก็ยังมีสิทธิ์เป็นฮีโร่ให้ตัวเองได้เสมอ เพียงแค่ คิดดี ทำดี และไม่เบียดเบียนใคร คุณก็มีคุณค่ามากพอแล้วค่ะ

วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

นิทานของแม่

หลังจากที่อ่านบทความแต่ละตอนของแตบจบ หลายคนคงนึกตั้งคำถามอยู่ในใจนะคะว่า "ทำไมยัยแตบถึงเกเรจัง แล้วพ่อ-แม่ไม่สั่งสอนลูกหรือ?" ต๊าย..แรงนะยะ! แต่เปล่าหรอกค่ะ อันนี้ไม่ว่ากันจริงๆ แต่แตบขอบอกเลยนะคะว่า ท่านทั้งสองอบรม-สั่งสอนลูกดีมากๆ โดยเฉพาะแม่ของแตบ(ถึงจะมีความรู้แค่ ป.4 แต่แม่ก็มีทักษะการสอนลูกได้อย่างดีเยี่ยม เพียงแต่ว่าลูกทำตัวไม่ดีเองแหละ อิอิ)

 ในบรรดาลูกๆทั้ง 8 คนนั้น แตบเป็นคนที่ใกล้ชิด สนิทสนมกับแม่มากที่สุด ถึงแม้จะมีความรู้สึกว่า ท่านจะเอาใจพี่ชายคนเล็กมากกว่าแตบก็ตาม แต่แตบก็รักแม่มากๆ เรียกได้ว่าเห็นหน้าแม่ที่ไหน จะต้องเห็นแตบที่นั่น แม่คิดอะไรยังไงแตบรู้หมด แต่ก็มีบ่อยครั้งนะคะ ที่เราโกรธงอนกันเป็นเด็กๆ บางครั้งไม่พูดกันเกือบข้ามสัปดาห์เลยแหละ ด้วยความที่แตบใกล้ชิดแม่และพี่สาวมาตั้งแต่เด็กนี้มั้งคะ ที่ทำให้แตบเกิดอาการแต๋วแหววอย่างไม่รู้สึกตัว แม่ของแตบมักสอนลูกด้วยการเล่าประสบการณ์ชีวิต สลับกับการเล่านิทานสอนใจให้ลูกๆฟัง แม่มีเรื่องเล่ามากมาย โดยเฉพาะนิทานแนวสอดแทรกคติสอนใจ จบแล้วก็จะทิ้งท้ายด้วยคำว่า "นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า.." ทุกครั้งไป นี่เป็นกุศโลบายที่จะปลูกฝังให้ลูกๆของแม่เป็นคนดีค่ะ แตบเองก็จำขึ้นใจและนำไปปฏิบัติตามโดยดี แต่ธรรมชาติของเด็กแก่นแสนซนอย่างแตบก็ไม่วายที่จะเผลอเดินออกลู่นอกทางบ่อยๆ หากถึงขั้นเกเรหนัก เมื่อแม่จับได้ก็จะลงโทษทันที การลงโทษของแม่ก็คือหวดด้วยไม้เรียวค่ะ(ทำจากไม้ไผ่ซีกหนาๆแบนๆ..ตัวไม้อ่อนยวบยาบแต่แน่นเหนียวทนทานสุดริดดดดดดดดดดด)เวลาที่แม่ตีแต่ละครั้ง ก็จะฟาดแบบไม่ยั้งมือเลยทีเดียว ถึงแตบจะไม่ยอมหยุดนิ่งให้ท่านตีได้ง่ายๆ แต่ท่านก็หาทางไล่หวดแตบจนสำเร็จทุกครั้งไป โดนไม้เรียวของแม่ทีไรมันแสบสะท้านไปถึงขั้วหัวใจเลยค่ะ ผิดกับพ่อที่แม้จะดุและตีพวกพี่ๆ แต่ท่านก็ไม่เคยตีแตบเลย อดถามตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ว่าทำไมตอนเด็กๆแตบถึงได้รักแม่มากว่าพ่อหลายเท่าตัวอย่างนั้น?

 เมื่อประมาณกลางปีที่แล้ว แม่กับพี่สาวคนเล็ก(คนที่ชอบแต่งหน้าไปเลี้ยงควาย) พาครอบครัวมาเยี่ยมแตบ เพื่อชื่นชมบ้านหลังแรกที่แตบซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง พี่สาวของแตบตื่นเต้นดีใจออกนอกหน้า ในขณะที่แม่ได้แต่ยิ้มๆ แต่ถึงแม่ไม่พูดอะไรแตบก็เดาออกค่ะว่าแม่มีความสุขมากแค่ไหน ท่านคงภูมิใจที่แตบก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาด้วยสองมือเปล่าๆของแตบกับสามีนั่นเอง ช่วงเย็นวันเดียวกัน พี่สาวกับครอบครัวก็ขอต้วกลับ แตบขอให้แม่อยู่ต่อสักระยะ ท่านก็ตกลง แต่ด้วยความที่กลัวเหงา ท่านจึงขอเหลนชายตัวน้อย(ลูกของหลานสาว)ให้อยู่เป็นเพื่อน ช่วงที่ฟ้ายังพอมีแสงสว่างอยู่ก็ดีหรอกค่ะ แต่พอตะวันตกดินแล้วเจ้าเหลนชายตัวน้อยเริ่มงอแง และแหกปากร้องไห้เสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ทั้งปลอบทั้งดุก็ไม่ยอมหยุดสักที แม่จึงบอกเหลนมานอนหนุนตัก แล้วเล่านิทานให้ฟัง ตอนท้ายเรื่องของนิทาน แม่ไม่ลืมที่จะทิ้งท้ายว่า "นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า.."สักพักเจ้าเด็กตัวน้อยก็เงียบกริบก่อนจะผลอยหลับคาตักไป แอร๋ยยยยยยยยยยยยยยยยยย! แตบเห็นภาพนั้นแล้ว ต่อมน้ำตาก็เริ่มทำงานทันทีเลย

 ..นานแล้วค่ะที่แตบเผลอลืมเลือนคำสอนสั่งจากนิทานของแม่ไป นี่ถ้าแตบนำมันมาปรับใช้ควบคู่กับการดำรงชีวิตในปัจจุบันนี้ได้ แตบคงจะเป็นคนดีมากๆคนหนึ่งของประเทศไทยแน่นอน..จริงๆนะคะ