วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554

One moment in time

มีบล็อกเป็นของตัวเองมาได้ปีกว่าๆแล้ว แต่แตบไม่ค่อยได้โพสผลงานที่เป็นรูปธรรมของตัวเองจริงจังสักที  ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางการเล่าประสบการณ์ชีวิตในแง่มุมต่างๆมากกว่า 
ไหนๆก็มีรูปถ่ายและเรื่องราวที่เป็น One moment in time ของตัวเองเก็บไว้แล้ว เลยถือโอกาสนำมาโพสแบ่งปันให้ได้ชมกันค่ะ

หากใครเคยอ่านบล็อกของแตบมาบ้างแล้ว ก็คงพอจะทราบว่าแตบมีอาชีพพนักงานโรงแรมมาก่อน แต่ด้วยความที่มีพื้นฐานด้านศิลปะและรักการขีดๆเขียนๆนี้เอง ที่ทำให้แตบมีโอกาสได้แสดงฝีมือทางด้านการออกแบบเสื้อผ้าเรื่อยมา แม้จะยังไม่ประสบความสำเร็จจนสามารถยึดเป็นอาชีพได้ แต่อย่างน้อยก็ถือว่าได้ทำให้ความฝันในวัยเรียนเป็นรูปเป็นร่างที่ชัดเจนขึ้นมาบ้าง การที่ได้เห็นชุดจากจินตนาการของตัวเองถูกตัดเย็บออกมาให้นางแบบได้สวมใส่จริงต่อหน้าสาธารณชนนั้นนับเป็น One moment in time อย่างหนึ่ง ที่แตบแอบภูมิใจเสมอมา

ภาพผลงานดีไซน์ในช่วงแรกๆ

ปี 2004 : ชุดใบตองแห้ง ที่ได้รับรางวัล 1 ใน 10 ผลงานยอดเยี่ยมในการประกวดดีไซน์เนอร์หน้าใหม่ เพื่อคัดเลือก 10 ผลงานไปประกวดระดับนานาชาติที่ฝรั่งเศส

ปี 2005 : ชุดกะเหรี่ยงคอยาวประยุกต์ ได้รางวัลเดียวกับปี 2004


ปี 2007 : ออกแบบชุดราตรีให้น้องกวาง Miss thailand universe ในการประกวดนางงามจักรวาลที่ประเทศเม็กซิโก(ต้นฉบับของแตบเป็นราตรียาว แต่ทางร้าน AMORE แก้ไขเป็นราตรีสั้น เพื่อความเหมาะสมในโอกาสสวมใส่)



ปี 2008 : เป็นดีไซน์เนอร์งานเปิดตัวเสื้อผ้าแบรนด์ BSC PANADDA


ปี 2009 : ออกแบบชุดราตรียาวให้ ไข่มุก ชุติมา ดุรงค์เดช(ภาพวาดต้นฉบับคือชุดสีฟ้า) ในการประกวดนางงามจักรวาลที่บาฮามาส(ตัดเย็บโดย AMORE)





นั่งนึกๆดูแล้ว ความจริงแตบก็ทำอะไรได้หลายอย่างนะคะ แต่กลับนำมาประกอบเป็นอาชีพไม่ได้เลยสักทาง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเรื่องของโอกาส และส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความซื่อและใจดีเกินกว่าจะมองทุกอย่างเป็นธุรกิจนั่นเอง แตบเลยต้องหวิดจะอดตายเพราะไม่มีข้าวสารกรอกหม้ออยู่บ่อยๆ จะโทษใครล่ะคะถ้าไม่ใช่ตัวเอง 555



วันศุกร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เมนูพิเศษในวันพิเศษ


เผลอไม่ทันไร ปี 2553 ก็จะถึงคราวสิ้นสุดลงในไม่กี่ชั่วโมงนี้แล้ว คิดแล้วใจหายจังเลยค่ะ ตั้งแต่เริ่มรู้ตัวว่าเข้าสู่วัยกลางคนเป็นต้นมา แตบก็รู้สึกว่าวันเวลามันผ่านไปอย่างรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากวันที่ 31 ธ.ค.จะถือเป็นวันสิ้นปีแล้ว วันนี้ยังถือเป็นวันครบรอบการใช้ชีวิตคู่ของแตบกับแฟนอีกด้วย ปีนี้เป็นปีที่ 15 พอดี
จริงๆแล้วแตบไม่ได้นั่งเฝ้านับวันนับปีอะไรหรอกค่ะ แต่บังเอิญว่ามันตรงกับช่วงวันสำคัญประจำปีพอดิบพอดี ก็เลยทำให้จำได้ง่ายขึ้นเท่านั้นเอง อิอิ
ไหนๆปีนี้แตบกับแฟนก็มีโอกาสอยู่พร้อมหน้าในวันพิเศษแล้ว แตบเลยต้องตื่นเช้ากว่าปกติเพื่อทำตัวให้ดูพิเศษกว่าทุกวันเสียหน่อย ถึงแม้จะไม่ได้จัดเลี้ยงสังสรรค์อะไร แต่อย่างน้อย มีขนม หรือของกินเล่นเก๋ๆบ้างสักวัน ก็คงจะเข้าท่าไม่เบา
ว่าแล้วก็สำรวจตู้เย็นเพื่อนยากที่อยู่ร่วมบ้านกับแตบมาเกินกว่า 10 ปี เหลือบไปเห็นเนื้อไก่สด และพืชผักอีกหลายอย่าง ทั้งยังมีขนมปังแผ่นที่ตู้เก็บอาหารแห้งด้วย เลยตัดสินใจทำเมนูนี้ขึ้นมา........

ขนมปังหน้าหมู หรือ ไก่(สูตรมาดามแตบ)

ส่วนผสมหน้าขนมปัง
- เนื้อไก่สับ 200 กรัม
- ไข่ไก่            1 ฟอง
-ชีอิ๊วขาว        1 ช้อนชา
-ซอสปรุงรส   1 ช้อนชา
-พริกไทยป่น   (ตามชอบ)
-ผักชีสับหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ
-ขนมปัง         5 แผ่น
-น้ำมันพืช(สำหรับทอด)







วิธีทำ
1.ตัดแบ่งขนมปังเป็น 4 ชิ้นต่อ 1 แผ่น
2.คลุกเคล้าไก่สับกับเครื่องปรุงให้เข้ากัน
3.ตอกไข่คนให้เข้ากับเนื้อไก่สับ,โรยผักชี แล้วนำไปทาหน้าขนมปังที่เตรียมไว้
4.ปล่อยทิ้งไว้สักครู่เพื่อให้ส่วนผสมในเนื้อไก่สับซึมยึดกับผิวขนมปัง(แตบลองใช้วิธีนำเข้าไมโครเวฟ 1 นาทีเพื่อให้เนื้อไก่หมาดเร็วขึ้น ซึ่งก็ได้ผลดีทีเดียว)
5.นำไปทอดทอดด้วยน้ำมันที่ร้อนปานกลาง(คว่ำด้านที่เป็นหน้าไก่ลงก่อน รอให้สุกดีแล้วค่อยกลับด้าน)
6.ตักขนมปังที่สุกแล้วพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน ก่อนนำไปจัดเรียงใส่จาน อาจมีผักเครื่องเคียงด้วยจะช่วยให้รสชาตของว่างจานนี้พิเศษยิ่งขึ้น

ส่วนผสมอาจาด(น้ำจิ้ม)
-แตงกวา       1 ลูก
-หอมแดง      2 หัว
-พริกชี้ฟ้า      1 เม็ด(แตบชอบเผ็ดจึงใช้พริกขี้หนู 5 เม็ด)
-น้ำตาลทราย 2.5 ช้อนโต๊ะ
-เกลือป่น     1 ส่วน 4 ช้อนชา
-น้ำส้มสายชู หรือน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
-น้ำต้มสุก     2 ช้อนชา

วิธีทำ
1.ฝานแตงกวาเป็นแว่น แล้วตัดแบ่งแต่ละแว่นเป็น 4 ชิ้น
2.หั่นหอมแดงเป็นแว่นบาง
3.คว้านไส้พริกขี้หนูทิ้ง แล้วสับหยาบ
4.ผสมน้ำตาลทราย,น้ำต้มสุก,เกลือป่น และน้ำมะนาวให้เข้ากันดี จากนั้นนำแตงกวา,หอมแดง และพริกขี้หนูใส่ลงไป คลุกเคล้าพอให้เข้ากัน

เพียงแค่นี้ แตบก็ได้ของกินเล่นเก๋ๆในวันพิเศษของตัวเอง 1 อย่างแล้ว ขอสารภาพตรงนี้เลยนะคะ ว่านี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ทำขนมปังหน้าหมู(ไก่)ของแตบ ตามธรรมเนียมค่ะ ทำเสร็จต้องถ่ายรูปเก็บไว้ดูตามเคย แม้ว่ารูปร่างหน้าตาขนมปังของแตบอาจจะไม่ค่อยสวยโสภา..แต่รสชาติก็โอเคไม่เบาเลยทีเดียวเชียวค่ะ อิอิ


ปล.ถือโอกาสนี้สวัสดีปีใหม่ 2554 สำหรับคุณผู้อ่านทุกท่านนะคะ ขอให้มีความสุขในทุกๆด้านตลอดไป ไม่ว่าวันหนึ่งข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ขอให้มีสติและปัญญา แล้วท่านจะก้าวข้ามมันไปได้ด้วยดีค่ะ






วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

หอมกลิ่นแผ่นดินเกิด

เวลาที่ใครสักคนหนึ่งต้องโยกย้ายภูมิลำเนาไปตั้งรกรากอยู่ต่างถิ่น จะด้วยจุดมุ่งหมายใดก็แล้วแต่ แตบเชื่อเหลือเกินว่า คงต้องมีสักครั้งหนึ่งในชีวิต ที่จะรู้สึกคิดถึงแผ่นดินเกิดขึ้นมาอย่างจับใจแน่นอน..แตบเองก็เช่นกัน


แต่กับชีวิตที่ "ยังกลับไม่ได้ และไปไม่ถึง"แล้ว มันช่างอึดอัดเสียจริง แม้จะคิดถึงบ้าน คิดถึงแผ่นดินเกิดสักแค่ไหน แต่ก็ทำอะไรได้ไม่มากไปกว่าทนทรมานในการ "รอ"อยู่ร่ำไป

 ได้แต่หวังว่า การรอคอยภายใต้เงื่อนไขโง่ๆที่แตบสร้างขึ้นมากักกันตัวเองเอาไว้นั้น คงจะสิ้นสุดลงในเวลาอันใกล้ และเมื่อวันนั้นมาถึง แตบจะกลับไปสูดกลิ่นแผ่นดินเกิดอีกครั้ง..อย่างสง่างาม

วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ห้าเดือนที่หายไป

รู้สึกว่าตัวเองเกเรมากจังเลยค่ะ ที่จู่ๆก็ห่างหายไปจากการเขียนบล็อกถึงห้าเดือนติดต่อกัน ทั้งที่ความจริงแล้ว แตบยังคงแวะเวียนเข้ามาในนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แม้จะไม่ได้เขียนบทความอะไรเพิ่มเติมก็ตามที แต่อย่างน้อยๆก็เข้ามาทำโน่น แต่งนี่ไปเรื่อยเปื่อย ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว แตบก็คงไม่ต่างไปจากพลังงานอะไรสักอย่าง ที่ยังคงขับเคลื่อนอยู่อย่างเงียบๆตลอดเวลา เพียงแต่ไม่มีใครมองเห็นเท่านั้นเอง อิอิ

 ช่วงระยะเวลาที่หายเงียบไปนั้น เป็นจังหวะที่ชีวิตแตบกำลังเผชิญกับสภาพตกต่ำย่ำแย่แบบสุดๆอย่างต่อเนื่อง มีเรื่องราวไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นกับชีวิตเล็กๆของแตบและครอบครัวมากมายไม่เว้นวัน แน่นอนค่ะ มนุษย์ทุกคนในโลกนี้ย่อมไม่มีใครที่อยากจะมีชะตากรรมย่ำแย่อยู่แล้ว แต่ในเมื่อจนปัญญาจะหลีกเลี่ยง วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ทำใจยอมรับสภาพของตัวเองให้ได้เพื่อที่จะอยู่กับมันด้วยความรู้สึกที่เป็นทุกข์ให้น้อยลง แตบเชื่อว่า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม สิ่งเลวร้ายต่างๆเหล่านั้นก็จะจากเราไปอย่างแน่นอน และไม่ว่าชีวิตในวันนี้ของแตบจะเปลี่ยนแปลงในทางดีขึ้น เลวลง หรือยังทรงตัวอยู่อย่างเก่าก็คงไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรนัก เพราะแตบเริ่มเรียนรู้ที่จะบอกกับตัวเองว่า ชีวิตของคนเราย่อมมีโอกาสเผชิญทุกข์และสุขต่อไปอีกนาน ตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจอยู่ ขอแค่มีสติในการดำเนินชีวิตบ้าง ไม่ว่าวันนี้ หรือพรุ่งนี้ จะมีอะไรเกิดขึ้นอีก มันก็คงไม่ใช่เรื่องยากเกินกว่าจะก้าวข้ามอีกต่อไป ว่าแต่ในระหว่างห้าเดือนนั้น มีอะไรเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แตบมีรูปภาพบางส่วนมาฝากค่ะ มาดูกัน........
"ตะขบข้างบ้าน" ที่ครั้งหนึ่งแตบเคยนำเรื่องราวมาเขียนในบล็อกแห่งนี้ ปัจจุบันเหลือแต่ตอที่รอวันผุพัง นกกาที่เคยอาศัยก็พลอยหายหน้าไปสิ้น แม้นานๆจะมีหลงมาก่อตอร้องเพลงสักตัว แต่อารมณ์ที่ได้ก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว และหลังจากที่ต้นตะขบสิ้นชีพไปได้ไม่นาน "มะละกอ"ที่เคยถูกบดบังก็ได้โอกาสเติบใหญ่อย่างที่เห็น ขอบอกว่าช่วงที่ชักหน้าไม่ถึงหลังนั้น แตบเก็บมาตำบักหุ่งแทบทุกเย็นเลยค่ะ(ก็แตบปลูกเองนี่นา อิอิ)
นี่คือ "เจ้าแก่" พาหนะคู่ใจคันแรกของครอบครัว ที่ปัจจุบันกลายเป็นแค่ความทรงจำ อันยากจะลืมเลือนเสียแล้ว(ขาย)
ส่วนนี่คือ "น้องอิ๋ว" พาหนะคู่ใจที่แตบถนัดและใช้งานบ่อยสุด ทั้งงานหนักงานเบา..เธอไม่เคยเกี่ยง!
ยัยนี่เพิ่งถอยมาใหม่ค่ะ HONDA Scoopy-i ที่แตบเรียก"น้องหวานหวาน"(ได้รับอิทธิพลมาจากละคร "ระบำดวงดาว")
"ดอกลีลาวดี" ที่แตบเก็บมาจากข้างทางเพื่อถ่ายรูปไว้ดูเล่น จะว่าไปแล้วมันก็ทั้งสวยและมีกลิ่นหอม แต่ทำไมถึงกลายเป็นไม้ต้องห้ามของบางคนก็ไม่รู้?
วันแรกแห่งชีวิตใหม่ของเจ้า "CK" แมวน้อยพเนจรเพศผู้ที่แตบรับมาอุปการะ(ในขณะที่ตัวเองก็กำลังแย่)
วันนี้ของ "CK" ในวัยไม่ถึง 5 เดือน ที่ทั้งหล่อและนิสัยดี แต่โชคร้ายที่มี "ลมชัก" เป็นโรคประจำตัว
นี่ก็วันแรกของ"เฟื่อง" ลูกแมวเพศผู้ ที่แตบเพิ่งเก็บมาเมื่อไม่กี่วัน คืนนั้นฝนตกหนัก แตบ กลับจากซื้อของเห็นลูกแมวตัวผอมสภาพเปียกปอนร้องขอความช่วยเหลืออยู่ข้างทาง ในสภาพน่าเวทนา ธรรมชาติของคนเลี้ยงสัตว์ทุกคน มักใจไม่แข็งพอที่จะเดินผ่านไปโดยไม่เหลียวแลแน่นอน และเพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น เจ้าเฟื่องก็กลายเป็นลูกแมวที่ร่าเริง แข็งแรง เปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละตัวเลยทีเดียว(แล้วจะหาโอกาสนำรูปมาให้ชมค่ะ)
"เทาเทา" สมาชิกขาจร คู่หูของเจ้า"ศุภโชค"ที่มาหาแตบทีไร มักจะมีแผลเน่าเฟะมาทั้งคู่..ไม่เจ็บตัวก็ไม่ยอมมา
SHARP Mini-DV กล้องวีดีโอตัวแรกและตัวเดียว ที่ต้องตัดใจขายในราคาถูก เนื่องจากภาวะอับจนบีบบังคับ
กล้วยไม้พันธุ์แคทลียากระถางนี้เพิ่งออกช่อให้ชมเป็นครั้งแรก หลังจากที่แบ่งหน่อจากบ้านพี่สาวมาปลูกเลี้ยงอยู่นานถึง 3 ปี ..เปรียบไปก็เหมือนการทำความดีที่ทำยากและเห็นผลช้านั่นแหละค่ะ
"ออนซิเดียม แฟนซี สีลูกกวาด" ทั้งกระถางมีกันอยู่แค่ 2 ต้นเล็กๆ แต่ยังมีน้ำใจออกดอกให้ชม แถมดอกยังสวยสดใส บานทนอีกต่างหาก
"แคทลียา บิวตี้ควีนส์" หนึ่งในความภูมืใจ ที่แตบสามารถเลี้ยงดูให้ดอกดอกเองได้สำเร็จ(แม้โรงเรือนจะมีสภาพไม่เหมาะสมเท่าทีควร)
ที่โพสรูปมาเยอะแยะหลากหลาย แตบแค่อยากจะสื่อให้เห็นว่า ชีวิตของคนเรา ย่อมมีสิ่งสวยงาม และสิ่งไม่สวยงามเคียงคู่กันมาเสมอ ขึ้นอยู่ว่า เราเลือกที่จะมองสิ่งไหนเท่านั้นเอง

 ท้ายนี้แตบขอแสดงความขอบคุณสำหรับเพื่อนผู้อ่าน ที่แวะเวียนเข้ามาและฝากคำทักทายไว้เป็นระยะตามบทความต่างๆ แม้บางคนจะไม่ได้แสดงตนด้วยหลักฐานใดๆ แต่หากได้แง่คิดหรือความเพลิดเพลินติดตัวออกไปบ้าง แตบก็รู้สึกดีแล้วค่ะ

วันพุธที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

กำลังใจ

รู้สึกแย่จังที่ วันนี้นึกอยากเขียนเล่าอะไรสักอย่าง แต่ก็ยังหาทิศทางในการเล่าให้ตรงประเด็นไม่สำเร็จสักที ทั้งที่ลงมือเขียนไปหลายบรรทัดแล้วแต่ก็ต้องตัดใจลบทิ้งไปหลายเที่ยวเช่นกัน อาจเป็นไปได้ว่าความเครียดกับเหตุจราจลของบ้านเมืองเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมายังคั่งค้างอยู่ในหัวแตบนั่นเอง
 สำหรับคนที่ไม่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายโดยตรงจากการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ตามย่านต่างๆของ กทม.แล้ว ระยะแรกๆแตบแค่เพียงรู้สึกเบื่อหน่ายและรำคาณในระดับหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ความรู้สึกดังกล่าวกลับถูกเพิ่มพูนสั่งสมขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ ควบขนานไปกับระดับการชุมนุมที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นและมากขึ้น เหตุปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับกลุ่มผู้ชุมนุม และกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดี ถูกสื่อต่างๆนำเสนอให้รับทราบเรื่อยมาในแต่ละวัน กระทั่งเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ในเวลา 13.00 น.โดยประมาณ แกนนำได้ประกาศยุติการชุมนุมและเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ท่ามกลางเสียงปืนที่ดังขึ้นสลับกับเสียงโห่ร้องแสดงการไม่เห็นด้วยของผู้ชุมนุมอีกส่วนหนึ่ง แต่แตบก็เชื่อว่าคนไทยค่อนประเทศที่เฝ้ารอคำๆนี้มานานเกินกว่าเดือน คงหายใจโล่งและคิดถึงวันฟ้าใสไว้ล่วงหน้าไปตามๆกันแน่นอน แต่แล้วความฝันที่จะเห็นวันฟ้าใสของคนไทยกลับถูกทำลายจนย่อยยับโดยไม่ทันตั้งตัว เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมที่ไม่ยอมยุติ ได้ลุกฮือออกอาละวาดเผาทำลายทรัพย์สินสาธารณะตามสถานที่สำคัญหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ในเวลานั้น ไม่ว่าจะหันหน้าไปเสพสื่อทางช่องทางใด ก็ล้วนแล้วแต่มีภาพแห่งความย่อยยับเสียหายไม่ต่างกับภาวะสงครามออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ไม่อยากเชื่อเลยว่าคนไทยกลุ่มหนึ่งที่อ้างการทวงถามหาประชาธิปไตยเรื่อยมาจะทำร้ายประเทศของตัวเองได้ถึงเพียงนี้..เพื่ออะไร?!
 ยังไม่ทันที่แตบจะคิดอ่านอะไรให้ดีขึ้นได้ ข้อความจากแฟนแตบที่ทำงานอยู่ไม่ไกลจุดจราจลก็ถูกส่งเข้ามาให้วิตกเข้าไปอีก
"ถ้าเกิดอะไรขึ้น รหัส ATM.ของผมเหมือนกันทุกใบนะ"
ถ้าใครเป็นแตบในตอนนั้นก็คงใจหายไปพักใหญ่เหมือนกัน โชคดีที่ระบบโทรศัพท์ในกรุงเทพฯยังพอใช้งานได้อยู่บ้าง ถึงแม้จะติดๆดับๆ แต่อย่างน้อยก็ทำให้แตบติดต่อกับแฟนได้เป็นระยะ แตบเชื่อว่าในภาวะการณ์เช่นนี้ คำพูดเพียงไม่กี่คำของคนที่รักและห่วงใยกันนั้น มันอาจเป็นสิ่งที่มีค่ากว่าเสื้อเกราะกันกระสุนด้วยซ้ำไป
หลังจากที่พูดคุยทางโทรศัพท์กับแฟนได้สักพัก แตบก็นั่งติดตามข่าวทางโทรทัศน์พลางคิดโน่นคิดนี่ไปเรื่อยตามประสา คิดถึงเพื่อนคนโน้น คิดถึงน้องคนนี้ คิดแม้กระทั่งว่าแม่และพี่ๆที่ต่างจังหวัดจะรู้ข่าวคราวความวุ่นวายในกรุงเทพฯบ้างหรือเปล่า ถ้ารู้แล้วจะเป็นห่วงแตบหรือไม่..ทำไมไม่มีใครคิดจะโทรถามสารทุกข์สุขดิบของแตบบ้างล่ะ? นี่ถ้าเดาไม่ผิดล่ะก็ แม่และพี่ๆคงคิดว่าแตบจะต้องเข้มแข็งเหมือนที่ผ่านๆมาอีกตามเคย ทั้งที่ความจริงแล้ว แตบเองก็มีภาวะอ่อนแอและต้องการกำลังใจอยู่บ่อยๆ ด้วยซ้ำไป
 "กำลังใจ" เป็นเพียงสิ่งนามธรรม ที่ถึงแม้จะสูดดมไม่ได้เหมือนอากาศ กินไม่ได้เหมือนอาหาร และดื่มไม่ได้เหมือนน้ำ แต่มันก็มีอานุภาพพอที่จะขับเคลื่อนชีวิตของคนเราให้ก้าวเดินต่อไปได้ ด้วยความเข้มแข็งเสมอมามิใช่หรือ?
นี่ขนาดแตบเองไม่ได้รับผลกระทบจากการจราจลโดยตรง ยังรู้สึกย่ำแย่ถึงเพียงนี้เลย แล้วคนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยตรงล่ะ จะแย่แค่ไหน ท่ามกลางภาวะวิกฤตของบ้านเมืองในเวลานี้ หากใครก็ตามที่ผ่านมาพบบทความของแตบ ขอให้รู้ว่าแตบเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้พวกคุณเสมอ ทั้งทหาร-ตำรวจ และพ่อค้า,ประชาชนที่เดือดร้อนเสียหาย ขอให้เข้มแข็งและพบทางออกที่ดีในการดำเนินชีวิตต่อไปในเร็ววันค่ะ
ท้ายสุดของบทความนี้ แตบอยากกล่าวขอบคุณน้องคนหนึ่งที่มีน้ำใจโทรกลับมาพูดคุยและให้กำลังใจแตบ หลังจากที่ระบบโทรศัพท์ของพวกเราต่างมีปัญหาอย่างต่อเนื่อง คำพูดเพียงไม่กี่คำของคุณทำให้แตบรู้สึกว่ายังมี "เพื่อนดีๆ" หลงเหลืออยู่บ้าง ขอบคุณจากใจจริงๆค่ะ