วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ครูห่อหมก..เธอเป็นยิ่งกว่า"ครู"


เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา แตบดูทีวีช่องหนึ่ง ช่วง "บันทึกคนดี"ได้รับรู้เรื่องราวชีวิตของผู้หญิงผิวคล้ำ รูปร่างท้วม วัย 60 ปีท่านหนึ่ง ที่มีอาชีพเป็นครูใน จ.นครสวรรค์ ท่านชื่อ "ครูบุปผา หมุนสา"หรือที่ชาวบ้านย่านนั้นรู้จักท่านดีในนาม "ครูห่อหมก" ด้วยความสนใจในเรื่องราวชีวิตของครูท่านนี้ แตบจึงค้นหารายละเอียดเพิ่มเติมจากอินเตอร์เนต เลยทำให้ได้รับรู้เรื่องราวของครูเพิ่มขึ้น
 คุณครูบุปผา หรือ "บุปผชาติ หมุนสา" เป็นครูใหญ่ของโรงเรียนวิชาวดี ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนใน ต.ปากน้ำโพ อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ แต่อย่าเข้าใจผิดว่าโรงเรียนเอกชนแห่งนี้จะเลิศหรูและเป็นแหล่งเรียนรู้ของลูกคนมีอันจะกินนะคะ ตรงกันข้าม โรงเรียนดังกล่าวกลับเป็นสถานที่เล่าเรียนของเด็กกำพร้า,เด็กข้างถนน และเด็กยากจนเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นทุกอย่างในโรงเรียนแห่งนี้จึง มีแต่คำว่า"ฟรี" ครูบุปผาเริ่มต้นอาชีพครูในตำแหน่งครูช่วยสอนเมื่อ 42 ปีที่แล้ว ด้วยเงินเดือน 150 บาท(หนึ่งร้อยห้าสิบบาท) กระทั่งในปี 2543 ซึ่งเป็นปีที่ครูได้เริ่มต้นทำห่อหมกขายเพื่อหาทุนซื้ออาหารกลางวันมาเลี้ยงเด็กยากจนในโรงเรียน ด้วยเหตุผลที่ว่า
 "เริ่มทำห่อหมกขายตั้งแต่ปี 2543 จุดประกายเกิดจากช่วงพักเที่ยงวันหนึ่ง มีเด็กมาฟ้องว่าข้าวหายไปจานหนึ่ง แต่ไม่มีใครยอมรับ ก่อนจะจับได้ว่ามีเด็กหญิงปัญญาอ่อนคนหนึ่งขโมยไป แต่พอถามเหตุผลก็ถึงกับอึ้ง เด็กบอกเอาไปให้แม่กินที่บ้าน ที่บ้านไม่มีข้าวเหลือเลย จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เราบอกกับตัวเองว่า ถึงโรงเรียนจะขาดแคลนงบประมาณสักเพียงไหน ก็ต้องเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กๆ ให้ได้ จึงเริ่มทำห่อหมกวันละ 150 กระทง กระทงละ 10 บาท วันธรรมดาเดินเร่ขายตามสถานีรถไฟ และวันเสาร์อาทิตย์ไปขายในตลาด ทำให้พอมีรายได้เลี้ยงเด็กๆ ให้อิ่มท้อง"
ครูเผยว่าในช่วงแรกๆ ยอมรับว่ามีความคิดมุ่งมั่นพัฒนาความรู้ด้านวิชาการเพื่อให้ทัดเทียมมาตรฐานโรงเรียนเอกชนอื่นๆ แต่เมื่อสัมผัสปัญหาเด็กๆ อย่างลึกซึ้ง ก็ทำให้พบว่า วิชาที่ต้องบ่มเพาะพวกเขาควรจะเป็นวิชาชีวิต จึงเบนเข็มมาสอนกิจกรรมเสริมนอกเวลาเรียน เช่น ทำห่อหมก ทอดมัน ทำน้ำเต้าหู้ น้ำยาล้างจานปลอดสารเคมี ปลูกผัก เลี้ยงปลา ตลอดจนโครงการจริยธรรมที่จะสอนให้เป็นคนดีในสังคม เพื่อเติมเต็มทุกสิ่งทุกอย่างให้เด็กอย่างสุดกำลัง เพื่อที่ว่าจะได้นำวิชาชีพไปใช้หาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวในอนาคตได้ นักเรียนโรงเรียนวิชาวดีมีจำนวน 83 คน มีเด็กที่อยู่ระดับ ป.1-6 จำนวน 60 คน และเด็กอีก 23 คน พ่อแม่เอามาฝากให้ครูใหญ่ดูแล ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจึงทำให้เธอทำห่อหมกเพื่อนำรายได้มาสมทบค่าอาหารกลางวันให้เด็กๆ เนื่องจากเงินสนับสนุนจากภาครัฐเดือนละ 2 หมื่นบาทนั้น ครูต้องแบ่งเป็นค่าอาหารกลาวัน ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าตอบแทนครูน้อยอีก 8 คน แต่หากเป็นกรณีโอกาสพิเศษ เช่น วันเด็ก เธอจะไปขอรับบริจาคสิ่งของตามร้านค้าในตลาดมาห่อของขวัญให้เด็กจับฉลากกันทุกการกระทำของครูบุปผาชาติประจักษ์ชัดว่า เป็นความปรารถนาดีที่มนุษย์คนหนึ่งมีต่อมนุษย์อีกเกือบร้อยคน และยังสอนเด็กเรียนรู้ถึงคำว่าให้ โดยไม่หวังผลตอบแทนอีกด้วย ดอกไม้แห่งโรงเรียนวิชาวดียังคงขจรกลิ่นวิชาชีวิตไม่รู้จักหยุดหย่อน สมควรแล้วแก่การยกย่องว่าเป็นแบบอย่างของคนที่เกิดมาเพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง แม้ว่าปัจจุบันครูจะอายุ 60 ปีซึ่งเป็นวัยเกษียณอายุราชการแล้ว แต่ครูยังยืนยันที่จะทำหน้าที่สร้างคนดีต่อไปจนกว่าวันสุดท้ายของชีวิตจะมาถึง
 แตบได้เห็นรอยยิ้มและน้ำตาแห่งความปิติของครูห่อหมกผู้อารีย์ หลังจากที่ทีมงานรายการเจาะใจเดินทางไปถ่ายทำและเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กๆแล้ว มันเป็นภาพที่น่าประทับใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่จริงๆ ความรักความผูกพันธ์ที่ครูมีต่อศิษย์นั้นช่างเป็นสิ่งสวยงามเกินบรรยาย แตบเองถึงแม้จะเติบโตในรั้วโรงเรียนที่ชนบท แต่แตบก็ไม่เคยเห็นครูคนไหน ที่ทำเพื่อศิษย์ได้มากมายเท่าครูบุปผาเลยสักคน นี่แหละค่ะ เรื่องราวและบทบาทของ "ครูห่อหมก" ครู ผู้เป็นยิ่งกว่า"ครู"
 คุณผู้อ่านติดตามชมเทปรายการที่นำเสนอเรื่องราวของเธอได้ตามลิงค์นี้นะคะ http://www.manytv.com/videos/6855-_15_1_2009_.php
ปล.แตบอยากมีส่วนสนับสนุนครูบุปผาและทำประโยชน์ให้สังคมจังเลยค่ะ คุณผู้อ่านท่านไหนสนใจลองมาแชร์ไอเดียกับแตบดีมั๊ยคะ?

วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2552

..และแล้วเดือนแรกของปีก็ผ่านไป


แหมๆ! กาลเวลานี่ช่างผ่านพ้นไปรวดเร็วจริงๆนะคะ เผลอแว๊บเดียว เดือนแรกของปี 2552 ก็ผ่านพ้นไปเสียแล้ว
ก่อนหน้านี้ หลายคนคงตั้งหน้าตั้งตารอคอยเทศกาลปีใหม่ไปตามๆกัน แตบเองก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นด้วยค่ะ ถึงแม้หลังๆมานี้ แตบจะไม่ได้ออกไปเที่ยวหรือเฉลิมฉลองเทสกาลปีใหม่เหมือนใครๆ แต่ก็รู้สึกดีและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
เดือนแรกของปี 2552 สำหรับคุณผู้อ่านเป็นอย่างไรบ้างคะ? สำหรับแตบแล้ว เดือน มกราคม เป็นเดือนแห่งการจ่ายๆๆ และจ่าย จริงๆ ..เปล่านะคะ ไม่ใช่ช้อปปิ้งหรอก แต่จ่ายที่ว่าก็ได้แก่ ค่าหมอ+ค่ายา+ค่าอุปกรณ์ สำหรับสัตว์เลี้ยงที่บ้านต่างหาก เดี๋ยวตัวโน้นก็เจ็บ เดี๋ยวตัวนี้ก็ป่วย รวมแล้วก็หลายตังค์เลย เพราะที่บ้านแตบมีสุนัขและแมวอยู่มากมายหลายตัว นี่ขนาดว่าเงินที่จ่ายไปทุกบาททุกสตางค์ไม่ใช่ของแตบ(แต่เป็นเงินของสามี) แตบยังอดเครียดไม่ได้เลย มีบางครั้งที่แตบเห็นสามีแอบเครียดอยู่คนเดียว แตบเลยต้องทำตัวให้น่าเบื่อน้อยลง(ไม่ดุด่าว่ากล่าว..ถ้าไม่จำเป็น อิอิ) แต่พูดไปก็ยังถือว่าโชดดีมากมายที่ค่าใช้จ่ายในเดือนแรกที่ว่านี้ไม่ถึงกับทำให้ติดลบ ไม่งั้นมีหวังแตบต้องตัดใจทุบกระปุกออมสินที่แตบตั้งใจเก็บออมแน่นอน
มีเพื่อนๆเคยถามแตบว่า ทำไมต้องสร้างภาระให้ตัวเองด้วยการเลี้ยงสัตว์?!(ถามราวกับว่าแตบไปขอเงินพวกคุณเธอมาเลี้ยงอย่างนั้นแหละ) แตบบอกตรงๆว่าเกลียดคำถามนี้มากๆๆๆๆๆ เพราะถึงจะอธิบายด้วยคำพูดที่หรูหราสวยงามแค่ไหน แต่ถ้าผู้ถามไม่มีพื้นฐานความรักสัตว์อยู่แล้วล่ะก็ รับรองไม่มีทางเข้าใจในคำตอบของแตบแน่นอน เอาเป็นว่า ไหนๆแตบก็เลี้ยงพวกมันมาแล้ว ก็ขอรับผิดชอบชีวิตของพวกมันต่อไปจนวันสุดท้ายก็แล้วกัน
เดือนแรกของปีผ่านไปแล้ว เดือนที่สองกำลังเริ่มต้น ยังมีเรื่องราวและเหตุการณ์ดี-ร้ายรอเราอยู่อีกมากมาย โดยที่เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า เราจะเจอเรื่องไหนมากน้อยกว่ากัน แต่สิ่งหนึ่งที่จะเป็นตัวช่วยที่ดีให้เราได้นั่นคือ "ความไม่ประมาทในการใช้จ่าย" ลองลงมือทำดูนะคะ ลดการเที่ยวเตร่ลงสักเดือนละครั้ง เราจะมีเงินเหลืออย่างน้อยๆก็ 500-1,000 บาทเลยทีเดียว ถ้าเราเก็บไปเรื่อยๆ สักวันเงินจำนวนนี้จะช่วยชีวิตเราได้แน่นอนค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2552

ปลาจาระเม็ดพันปี

ปกติแล้วเรื่องการซื้อหาอาหารการกินเข้าบ้านจะเป็นหน้าที่หลักของสามีแตบค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าอยากซื้ออะไรก็ซื้อได้ตามใจพ่อคุณเองนะคะ..ไม่ได้เด็ดขาด จะต้องโทรมาเสนอเพื่อให้ได้รับการอนุมัติจากภรรยาแสนสวยอย่างแตบเสียก่อน เนื่องจากว่าแตบเป็นคนที่เรื่องมากในการกินจนน่าเวียนหัวเลยนั่นเอง(คาดว่าสามีแตบคงอยากผสมยาพิษให้แตบกินจนนับครั้งไม่ถ้วนเลยแหละ อิอิ)แต่มีอยู่สองวันค่ะที่แตบจะต้องทำหน้าที่หากับข้าวตอนเย็น นั่นคือทุกวันอาทิตย์และจันทร์ เพราะว่าสองวันดังกล่าวนี้สามีเลิกงานค่ำ กว่าจะถ่อมาถึงชุมชนชานเมืองที่เป็นแหล่งพำนักของเราได้ ร้านรวงแถวบ้านก็ล้างกะทะล้างหม้อเสร็จพอดี

 วันที่เขียนบล็อกนี่ก็เป็นวันอาทิตย์ค่ะ ดังนั้นหน้าที่การหากับข้าวมื้อเย็นจึงต้องตกเป็นหน้าที่ของแตบตามที่ทำสนธิสัญญากันเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แตบจำได้ว่าทุกเย็นวันอาทิตย์จะมีตลาดนัดที่ริมถนนข้างสวนสาธารณะของชุมชน และที่ตลาดนัดดังกล่าว มีไก่อบโอ่งที่อร่อยมากมาย ม๊าก มาก อยู่ร้านหนึ่ง แตบจึงรีบห้อจักรยานคู่ชีพจนหัวลู่เพื่อมุ่งหน้าไปยังร้านไก่อบโอ่งที่ตลาดนัดดังกล่าว พอไปถึงก็ต้องหงุดหงิดเนื่องจากมีลูกค้ามากมายยืนทำหน้าสลอนเพื่อรอซื้ออยู่ แตบเองก็หวั่นๆกลัวจะชวดไม่น้อย เนื่องจากลูกค้าเยอะอย่างที่บอก แต่ก็โชคดีที่แตบได้ครอบครองเป็นเจ้าของไก่อบกล่องสุดท้ายกล่องนั้นพอดิบพอดี พอได้ไก่แล้วแตบก็รีบห้อปั่นจักรยานกลับบ้านทันที โดยไม่ลืมซื้อข้าวเหนียว-ส้มตำและขนมนมเนยติดมาด้วย ตั้งใจไว้ว่าพอกลับถึงบ้านและให้ข้าวหมา,แมวเสร็จ แตบจะต้องแอบนั่งรับประทานให้เอร็ดอร่อยก่อนคุณสามีกลับเสียหน่อย
.....แต่... ขณะที่แตบขึ้นไปให้ข้าวเจ้าเหมียวๆๆๆที่ห้องชั้นบนนั้น แตบก็ลืมนึกถึงถุงกับข้าวที่วางไว้อย่างหลวมๆบนหลังเคาน์เตอร์อ่างไปเสียสนิท ด้วยความที่ลืมเสียสนิทนี้เองที่ทำให้แตบมัวหยอกเย้าตอแร๋กับเจ้าเหมียวน้อยขี้เล่นที่แสนน่ารักน่าชังอยู่นานนนนนน กว่าจะนึกได้ว่าลืมอะไรก็สายไปเสียแล้ว เพราะทันทีที่แตบเผ่นลงกระไดมา ก็เห็นบรรดาเจ้าโฮ่งๆๆๆของแตบนอนหลับตาพริ้มเลียปากแผล่บๆอย่างอิ่มหนำสำราญไปตามๆกัน กรี๊ดดดดดดดดดด! เฮ้อ..จะโทษใครได้คะงานเนี้ย เพราะแตบผิดเองนี่นา แต่วันนี้ก็ไม่เลวร้ายเกินไปนักหรอกค่ะ เพราะอย่างน้อย เจ้าหมาๆของแตบยังมีน้ำใจทิ้งข้าวเหนียว-ส้มตำไว้ให้โดยไม่แตะต้องใดๆ แค่ติดที่ว่า จะหาเมนูอะไรมาเพิ่มเท่านั้นเอง นี่ก็ใกล้เวลาที่คุณสามีจะกลับเต็มทีแล้ว ทางเดียวที่จะแก้ปัญหาเรื่องอาหารเย็นได้นั่นคือ "ควานเข้าไปในตู้เย็น"

 และแล้วแตบก็พบ "ปลาจาระเม็ด"ในช่องแช่แข็งอยู่ถุงหนึ่ง จำได้ว่าคุณยายข้างบ้านซื้อจากระยองมาฝากเมื่อเกือบสองเดือนที่แล้ว โชคดีมากมายที่หลังละลายน้ำแข็งออกแล้วเนื้อปลาทั้งหมดยังสดใหม่อยู่ แถมทอดออกมาแล้วเนื้อแน่นและอร่อยเกินคาดมากมาย..นี่แหละค่ะ ที่มาของ "ปลาจาระเม็ดพันปี" อิอิ

ปล.ขอบคุณภาพประกอบจาก mali.diaryis.com/?20080308.200804

วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2552

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๒ (ย้อนหลัง)

ว้าวๆ..สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๒ (ย้อนหลัง)นะคะเพื่อนๆน้องๆทีติดตามผลงานของแตบทุกคน
 แตบหายไปนานร่วมเดือน เนื่องจากมัวยุ่งๆอยู่กับการตกแต่งสวนหลังบ้านค่ะ พอแต่งเสร็จก็เสียเวลานั่งชื่นชมผลงานของตัวเองอีกหลายวัน ทั้งๆที่มันก็ไม่ได้สวยงามอะไรมากมายเลย แต่อย่างว่าแหละค่ะ ถ้าเราทำอะไรสำเร็จด้วยฝีมือของตัวเอง เราก็จะรู้สึกภูมิอกภูมิใจจนตายกันไปข้างหนึ่งเลยทีเดียวอิอิ

หลังชื่นชมผลงานของตัวเองจนอิ่มใจแล้ว ก็มีภาระต้องทำต่ออีกอย่างหนึ่งคือ จัดทำของรางวัลเพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับเพื่อนสมาชิกในบอร์ดนางงามที่ร่วมทายผล นางงามโลก(Miss World 2008) สำหรับของที่แตบจะมอบให้ก็คือ V.C.D.รวมเพลงแด๊นซ์ และ คลิปสไลด์โชว์รวมรูปสมาชิกของเวบนางงามที่แตบเป็นสมาชิกอยู่นั่นเองค่ะ ลำพังการทำ แผ่นรวมเพลงแด๊นซ์นั้นมันไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย แต่ว่า การดาวน์โหลดคลิปสไลด์โชว์ลงแผ่นนี่สิคะ มันยุ่งยากมากมายสำหรับคนล้าหลังด้านเทคโนโลยี่อย่างแตบเหลือเกิน(โง่) ในระหว่างที่กำลังศึกษาโปรแกรมการทำภาพสไล์โชว์ลงแผ่นอยู่นั้น เจ้า "ไวรัส" ตัวร้ายก็เล่นงานเครื่องคอมพิวเตอร์ของแตบจนเจ๊งบ๊งคาที่เสียก่อน เสียเวลาเพิ่มขึ้นอีกหลายวัน..เฮ้อ! หลังจัดการลากคอเจ้าคลิปสไลด์โชว์ลงแผ่นจนสำเร็จแล้ว ก็เหลือขั้นตอนสุดท้าย นั่นคือการทำปกค่ะ ทั้งปกนอกและปกใน ซึ่งกว่าจะสั่งพิมพ์ให้ได้ขนาดตามต้องการได้ ก็ลองผิดลองถูกอยู่นานทีเดียว..เชื่อหรือยังล่ะคะ ว่าแตบล้าหลังเทคโนโลยี่จริงๆ 555

ที่เล่ามาเยิ่นเย้อมากมายเพราะอยากให้ทุกคนเข้าใจความหมายของคำว่า "ความพยายาม" เท่านั้นเองค่ะ "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น"

บทนี้ขอจบสั้นๆดีกว่านะคะ..โชคดีปีใหม่ค่ะทุกคน

วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2551

มรสุม # 2

หลังจากถูกเลิกจ้างจากโรงแรมหรูแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิทในปี 2540แล้ว แตบก็ว่างงานอยู่หลายเดือน ก่อนทีจะได้งานด้านโรงแรมอีกครั้ง เป็นโรงแรมหรูย่านสาธร(ที่เดียวกับที่ทำงานของแฟนแตบ) แต่งานที่ใหม่นี่แหล่ะคะ ที่มรสุมแห่งชีวิตลูกใหญ่กำลังรอแตบอยู่
 แตบเริ่มงานในตำแหน่งพนักงานรายวันของแผนกแม่บ้าน ถึงแม้จะได้ค่าแรงแค่เพียงครึ่งเดียวของพนักงานประจำและไม่มีทางรู้ว่าเมื่อไรจะได้บรรจุ แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่านอนมองเพดานห้องไปวันๆแน่นอนค่ะ อีกอย่างแตบอยากมีรายได้ประจำเพื่อจะได้ช่วยแฟนชดใช้หนี้สินที่มีอยู่ด้วย เมื่อทำใจยอมรับสภาพได้แตบก็ตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองด้วยดีเสมอมา ถึงแม้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของแตบกับแฟนจะไม่ได้สุขสบายมากมายแต่ก็เริ่มมีความหวังที่สดใสขึ้นเรื่อยๆกระทั่ง 6เดือนหลังจากนั้น มีตำแหน่งพนักงานประจำว่างลง 1 อัตรา แตบจึงได้รับโอกาสให้เข้าบรรจุแทน โดยมีกำหนดระยะเวลาทดลองงาน 120 วัน แต่เชื่อหรือไม่คะ..ว่ายังไม่ทันที่แตบจะพ้นเกณฑ์ทดลองงาน แฟนแตบก็ถูกเกณฑ์ทหาร และยังไม่ทันที่แตบจะทำใจกับเรื่องนี้ได้ แตบก็ต้องถูกไล่ออกจากงานหลังจากที่แฟนเดินทางไปเข้ารับการฝึกได้ไม่กี่วัน ด้วยข้อหา "แพะรับบาป" เนื่องจากเกิดการโจรกรรมในห้องพักแขกที่แตบดูแลรับผิดชอบอยู่(ทราบจากทางตำรวจเจ้าของคดี และฝ่ายรักษาความปลอดภัยของโรงแรมว่าทรัพย์สินที่หายไปมีมูลค่ารวมหลายแสนบาท) ถึงแม้แตบจะไม่ได้ขโมยแต่ทางโรงแรมก็ต้องหาคนรับผิดเรื่องนี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นทางผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยจะต้องเดือดร้อนเสียเอง นี่ไงคะเหตุผลโง่ๆที่แตบต้องถูกโยนความผิดให้ ถ้าใครเคยเจอสถานการณ์เดียวกับแตบก็คงเข้าใจนะคะว่า "น้ำตาแพะ" มันเป็นอย่างไร?! จำได้ว่าวันที่แตบถูกไล่ออกจากงาน แตบมีเงินติดตัวเพียงหนึ่งพันเศษๆเท่านั้นเอง วันนั้นทั้งวันดูเหมือนว่าทุกอย่างในชีวิตมันหยุดนิ่งและมืดมิดไปเสียทั้งหมด คิดอะไรไม่ออกนอกจากร้องไห้ด้วยความแค้นใจและเสียใจอย่างที่สุด ชีวิตที่กำลังนับหนึ่ง สอง สาม และ สี่ ห้า ต้องกลับมาติดลบอีกครั้ง ทั้งๆที่แตบไม่ได้ทำความผิดอะไร

นับจากวันที่ถูกไล่ออกจากงาน แตบปล่อยให้ตัวเองจมปลักอยู่กับความสับสนเสียใจอยู่หนึ่งสัปดาห์เต็มๆ เมื่อรู้สึกดีขึ้น แตบจึงเริ่มคิดได้ว่า ไม่มีประโยชน์อะไรที่ต้องจมอยู่กับสิ่งเลวร้ายอีกต่อไป แตบยังมีชีวิตของตัวเองให้รับผิดชอบ มีค่าใช้จ่ายและหนี้สินรอให้แตบต้องหาเงินมาชำระสะสางอีกมากมาย ดังนั้นแตบจึงกัดฟันลุกขึ้นสู้อีกครั้ง ด้วยการตระเวนหางานตามข่าวรับสมัครในหนังสือไปทั่วไม่เว้นแต่ละวัน แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่มีที่ไหนรับแตบเข้าทำงานเลยสักแห่ง บ่อยครั้งที่แตบต้องทนหิวเป็นวันๆเนื่องจากไม่มีเงินกินข้าว ยิ่งใกล้ถึงกำหนดการจ่ายค่าเช่าห้อง แตบก็ยิ่งกังวลและคิดมากเป็นสองเท่า ช่วงนี้เองที่แตบเริ่มหยิบยืมเงินจากเพื่อนฝูงอีกครั้ง ถึงแม้ว่าเพื่อนฝูงกลุ่มนี้จะรู้จักคบหากับแตบได้ไม่นาน แต่หลายคนก็ให้ความช่วย เหลือแตบด้วยดี มีหลายคนที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนแตบเป็นระยะ ต่างกับเพื่อนที่ทำงานอีกแห่งที่ถึงแม้จะคบหากันมาช้านานแต่ในยามที่แตบถึงคราวลำบากบ้างกลับหาสิ่งที่เรียกว่า "น้ำใจ" ไม่ได้เลยสักหยด ในช่วงที่แตบกำลังอับจนหนทางนี้เอง ที่แตบได้รู้จักกับเพื่อนร่วมแผนกของแฟน เธอชื่อ"พี่ฉวีวรรณ" เป็นพนักงานตำแหน่งทำความสะอาดในโรงแรมที่แตบถูกไล่ออกนั่นเอง ก่อนนี้เราแทบไม่ได้พุดคุยทักทายอะไรกันมากนัก แต่หลังจากที่แตบตกงาน เธอกลับเป็นคนที่แวะเวียนมาให้ความช่วยเหลือกับแตบมากที่สุด มากเสียจนแตบต้องออกปากปฏิเสธไปนับครั้งไม่ถ้วนด้วยความเกรงใจ แต่เธอก็ยังยืนยันที่จะช่วยเหลือแตบให้ได้และก็ช่วยมาโดยตลอดโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ

ในช่วง 3 เดือนแรกที่แตบกับแฟนไม่ได้ติดต่อสื่อสารกันเพราะงั่นไขของกองร้อยที่แฟนประจำการอยู่นั้น กำลังใจใหญ่หลวงจากเพื่อนที่ชื่อพี่ฉวีวรรณนี้แหละค่ะ ที่ทำให้แตบเข้มแข็งพอที่จะประคองชีวิตของตัวเองให้หยัดยืนต่อไปได้ ในชีวิตของแตบเคยมีผู้คนให้การดูแลอุ้มชูมามากหน้าหลายตา ต่างกรรมต่างวาระ แต่มีผู้หญิง 2 คนที่มีบุญคุณล้นเหลือกับแตบ คือแม่ ผู้ที่ให้ชีวิตและเลี้ยงดูแตบจนเติบใหญ่ กับพี่ฉวีวรรณ ที่เป็นเสมือนผู้ต่อชีวิตให้แตบได้มีลมหายใจในยามยาก แม้เธอจะเป็นเพียงพนักงานทำความสะอาดที่หลายคนมองไม่เห็นคุณค่า แต่น้ำใจของเธอประเสริฐเกินมนุษย์จริงๆค่ะ หลังผ่านพ้นช่วงฝึกหนัก 3 เดือนแรก ทางกองร้อยก็อนุญาตให้ทหารใหม่กลับไปเยี่ยมบ้านได้เป็นครั้งแรก หลังจากนั้นก็ปล่อยกลับทุกเสาร์-อาทิตย์ แฟนแตบจึงมีโอกาสกลับมาเยี่ยมแตบทุกสัปดาห์ และไม่ลืมที่จะให้เงินเดือนทั้งหมดในทุกๆเดือนกับแตบเพื่อเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายต่อไป ด้วยความช่วยเหลือจากคนรักและเพื่อนๆที่แสนดีนี้เองที่ทำให้แตบยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าและเป็นภาระให้คนรอบข้าง แม้จะพยายามขนขวายหางานเท่าไรมันก็ไร้ผล นี่ถ้าไม่มีแตบอยู่เป็นภาระอีกต่อไป ชีวิตของคนรอบข้างก็คงจะดีขึ้นกว่านี้ไม่น้อย

เชื่อหรือเปล่าคะ?..ไม่มีวันไหนเลยที่แตบจะหลับตาลงได้สนิท ในสมองมีแต่เรื่องครุ่นคิดวุ่นวายเต็มไปหมด เหมือนบางครั้งมันจะระเบิดออกมานอกกะโหลกเสียให้ได้ นี่นะหรือ อดีตเด็กหญิงจอมแก่นแสนซนที่ชีวิตเคยเต็มไปด้วยความสุขสมหวัง..แล้วตอนนี้ เด็กหญิงคนนั้นหายไปไหนแล้วล่ะ?

ปล.บอกคุณผู้อ่านก็ได้ค่ะว่าโรงแรม "เฮ็งซวย" ที่หาทางไล่แตบออกโดยที่แตบไม่ได้ทำความผิดชื่ออะไร.."โรงแรมเดอะสุโขทัย" ค่ะ